วิธีเช็ค Index ใน Domain และ SubDomain ของโดเมนนั้นๆ

วันนี้ผมมจะมาแนะนเรื่องวิธีเช็ค Index ใน Domain ของเราครับ เช่นโดเมนของผมคือ www.sutenm.com และมี SubDomain คือ http://forums.sutenm.com/ และ http://joomla.sutenm.com/ ถ้าผมอยากจะเช็คว่า Index ในSubDomain เว็บ forums ของผมมีเท่าไรผมก็จะพิมพ์คำสั่งนี้นะครับ

Site:forums.sutenm.com

 มันจะได้

Results 110 of about 130 from forums.sutenm.com. (0.20 seconds)  แบบนี้ครับ(ผมไม่เอา Index ทั้งหมดมาโชว์นะครับ เพราะมันจะเยอะเกินไป ขอเอาแค่ Results นะครับ)

เช่นกันถ้าผมจะเช็คใน SubDomain joomla ก็จะพิมพ์แบบคำสั่งด้านบนครับ หากผมจะเช็คในโดเมน www.sutenm.com ก็จะพิมพ์

Site:www.sutenm.com

นะครับ  ทีนี้หากผมต้องการเช็คว่า Index ของ 1 โดเมนหลัก(www.sutenm.com) และ 2 SubDomain (http://forums.sutenm.com/ และ http://joomla.sutenm.com/) ของผมมีเท่าไร  ผมจะพิมพ์คำสั่ง

Site:sutenm.com

คือผมจะไม่ใส่ www ลงไปนั้นเองครับ มันจะขึ้นแบบนี้ครับ

 Results 110 of about 254 from sutenm.com. (0.06 seconds) 

เอาเป็นว่าคงเข้าใจวิธีการใช้คำสั่ง Site: แล้วนะครับ ลองไปเช็คกันดูนะครับ

 

อ้างอิงวันที่ 04 Sep 08

วิธีการทำ SEO ขั้นพื้นฐาน

1.ทำการปรับแต่งเนื้อหาของเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ และเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ ทุกวัน
2.ทำการปรับปรุง MATA Tag ของเว็บไซต์ให้ตรงกับเนื้อหาในแต่ละหน้า (Keywords , Descriptions , Title Tags)
3.ทำการเพิ่มปริมาณของ Backlink ที่มีคุณภาพให้กับเว็บไซต์ให้ได้เยอะที่สุด วิธีการที่ง่ายที่สุดคือทำการ Submit Articlesกับเว็บไซต์submityourarticle.com แต่เราต้องเขียนเนื้อหาให้ถูกต้องตามหลักการของภาษาอังกฤษก่อนนะครัให้ง่ายๆ ก็จ้างเขาเขียนเอาก็ได้ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 $ ต่อ Article
4.ให้ Keyword ที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาอยู่ใน URL ของเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น ผมต้องการทำ SEO ให้กับ Keyword “Error-หน้า-404″ก็จะเพิ่มคำว่า”Error-หน้า-404″ไว้ในURLของเว็บไซต์ http://www.sutenm.com/2008/09/01/วิธีจัดการ-Error-หน้า-404/ ไว้ในเว็บไซต์ด้วย
5. รอตรวจสอบผลการทำงานเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน โดยใช้วิธีการเช็ค Backlink ,
PR จาก Search Engine โดยสามารถเข้าไปเช็ครายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ iwebtool.com

SEO สำคัญอย่างไร

SEO สำคัญกับธุรกิจหลายๆ ธุรกิจ เพราะการทำ SEO จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์ทำให้เพิ่มจำนวนคนที่
เข้าเว็บไซต์ ยกตัวอย่างของตลาดที่นิยมทำ SEO เช่น ท่องเทียว สินค้าอิเล็กทรอนิค หนังสือ
เครื่องแต่งกาย Mp3 หนัง ฯลฯ เพื่อให้เห็นความชัดเจนของการทำ SEO จึงลำดับเป็นหัวข้อได้
ดังนี้
1. ผู้ใช้ Internet จำนวนมากใช้ Search Engine ในการค้นหาเว็บไซต์
2. การทำ SEO สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนที่สูงมาก
3. เว็บไซต์ที่ทำ SEO สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายๆ ด้าน ( ในการทำ Internet Marketing )

วิธีจัดการ Error หน้า 404

404 – Not Found or Object Not Found

อะ คงมีหลายท่านที่ทำเว็บแล้วเกิดหน้า Error 404 แน่นอนใช่ไหมครับ Error ดังกล่าวเกิดจากมันไม่พบไฟล์ตาม URL ที่ท่านเรียก  คนที่เข้ามาเว็บเราแล้วเจอหน้า 404 นี้คงเซ็งมากๆเลยใช่ไหมครับ  เราเองถ้าเจอหน้า  404  ยังเซ็งเลย  หลายๆท่านก็มีวิธีจัดการต่างกันไป ลองมาดูภาพนี้ดีกว่า

ที่มา megamisc.blogspot.com/2008/04/error-404.html

 

อะห้า เป็นไอเดียนะครับไปต่อยอดเองละครับ แต่หากเราไม่อยากยุ่งยากแล้ววันนี้ผมมีอีกวิธีหนึ่งที่แสนจะง่าย ไม่ต้องทำอะไรสักอย่างเลยละครับ เป็น Tool ของ Google Webmaster Tools โดยประโยชน์ของมันคือ

  • It adds a search box for your site with appropriate search suggestions
    ช่วยเพิ่มกล่องค้นหาในเว็บไซต์    
     
  •   It tries to provide alternatives to incorrect URLs
    จัดการกับ URL ที่ไม่ถูกต้อง
       
     

นี้คือภาพตัวอย่างครับ

ง่ายๆครับนำ Code นี้ไปติดไว้ในเว็บของคุณ

นี้ภาษาไทย

<style type=”text/css”> #goog-wm { } #goog-wm h3.closest-match { } #goog-wm h3.closest-match a { } #goog-wm h3.other-things { } #goog-wm ul li { } #goog-wm li.search-goog { display: block; } </style> <script type=”text/javascript”> var GOOG_FIXURL_LANG = ‘th’; var GOOG_FIXURL_SITE = ‘http://www.sutenm.com/’; </script> <script type=”text/javascript” src=”http://linkhelp.clients.google.com/tbproxy/lh/wm/fixurl.js”></script><style type=”text/css”> #goog-wm { } #goog-wm h3.closest-match { } #goog-wm h3.closest-match a { } #goog-wm h3.other-things { } #goog-wm ul li { } #goog-wm li.search-goog { display: block; } </style> <script type=”text/javascript”> var GOOG_FIXURL_LANG = ‘th’; var GOOG_FIXURL_SITE = ‘http://www.sutenm.com/’; </script> <script type=”text/javascript” src=”http://linkhelp.clients.google.com/tbproxy/lh/wm/fixurl.js”></script>

นี้ภาษา Eng

<style type=”text/css”> #goog-wm { } #goog-wm h3.closest-match { } #goog-wm h3.closest-match a { } #goog-wm h3.other-things { } #goog-wm ul li { } #goog-wm li.search-goog { display: block; } </style> <script type=”text/javascript”> var GOOG_FIXURL_LANG = ‘en’; var GOOG_FIXURL_SITE = ‘http://www.sutenm.com/’; </script> <script type=”text/javascript” src=”http://linkhelp.clients.google.com/tbproxy/lh/wm/fixurl.js”></script>

หรือถ้าไม่ชอบแบบข้างบนอยากแก้ก็ตามนี้เลยครับ

Changing the appearance of the custom 404 widget
If you’re familiar with CSS, you can use it to change the appearance of the 404 widget on your custom 404 page. To change the appearance of your widget, add the following code to your custom 404 page:
<style type=”text/css”> /* Widget content container */ #goog-wm { } /* Heading for “Closest match” #goog-wm h3.closest-match { } /* “Closest match” link #goog-wm h3.closest-match a { } /* Heading for “Other things” */ #goog-wm h3.other-things { } /* “Other things” list item */ #goog-wm ul li { } /* Site search box */ #goog-wm li.search-goog { display: block; } </style>
Then edit the CSS to change the element you want. For example, the code below specifies:
  • The width, padding, border, and background color for the 404 widget container (#goog-wm).
  • The color of the Closest match text, its border and padding, font size, and margin (#goog-wm h3.closest-match).
  • The color of the Other things heading (#goog-wm h3.other-things).
  • The presence of the Google site search box. In the sample below, the value display:none turns the Google site search box off (#goog-wm li.search-goog). The site search box is visible by default; add this value only if you don’t want the site search box to appear (the search box is visible by default).

#goog-wm { width: 800px; padding: 1em; border: 3px solid #aebd63; background-color: white; } #goog-wm h3.closest-match { color: #8f2831; border-bottom: 3px dashed #aebd63; padding-bottom: 0.5em;; font-size: 170%; margin: 0; } #goog-wm h3.closest-match a { } #goog-wm h3.other-things { color: #8f2831; } #goog-wm ul li { } #goog-wm li.search-goog { display: none; }

คำศัพท์พื้นฐานของ SEO

1. Keyword คือคำพูดหรือประโยค ซึ่งคำว่า Keyword มาจากคำที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลจาก Search Engine เราสามารถตรวจสอบว่า Keyword นี้มีคนค้นหามากน้อยเพียงใดได้จากเว็บไซต์

http://tools.seobook.com/keyword-tools/seobook/index.php

keyword
keyword

2. BOT หรือ Spider คือโปรแกรมเก็บข้อมูลของ Search Engine โดย BOT มีต้นกำเนิดมาจาก

Larry Page ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัท Google ซึ่ง BOT จะทำงานโดยการไต่ไปยัง

ระบบเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลก จากนั้นก็จะเก็บข้อมูลไว้เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาก็จะนำข้อมูลที่เก็บไว้

มาแสดง

3. Blacklink คือการที่มีเว็บไซต์อื่นทำ link มาหาเว็บของเรา ยกตัวอย่างเช่น www.teenee.com

ทำ link มาให้กับเว็บไซต์ www.sutenm.com เราจะเรียก Link จากเว็บไซต์ Teenee.com

ว่าเป็น Backlink

4. PR ( Page Rank ) คือคะแนนของเว็บไซต์ โดยคะแนนจะมีตั้งแต่เลข 1 – 10 ซึ่ง PR จะ

ดูได้จาก Search Engine ชนิดเดียวคือ Google เท่านั้น โดย PR จะมีการเปลี่ยนแปลงไป

ตามคุณภาพของเว็บไซต์และจำนวน Backlink การตรวจสอบ PR สามารถตรวจสอบได้

ทางเว็บไซต์ www.digpagerank.com

5. Submit Directory คือการเพิ่มเว็บไซต์ของเราลงไปในเว็บไซต์ที่เป็นเว็บ Directory

6. Domain Name คือชื่อของเว็บไซต์ โดยปกติจะใช้ภาษาอังกฤษในการตั้งชื่อและตามด้วย

ด็อท ( . ) ซึ่งด็อทที่มีความนิยมในการทำ SEO มากที่สุดคือ .Com การตั้งชื่อเว็บไซต์มี

ส่วนสำคัญในการเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ ซึ่งในการตั้งชื่อเว็บไซต์ควรจะตั้งชื่อที่

จำได้ง่าย มีเอกลักษณ์และสามารถอธิบายเนื้อหาภายในเว็บไซต์ได้ทั้งหมด

7. Traffic คือปริมาณคนเข้า – ออกเว็บไซต์ สามารถตรวจสอบได้โดยการสมัครเว็บไซต์ที่

ให้บริการทางด้านการเก็บสถิติ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการเช่น http://webstats.motigo.com

8. Spam คือใช้สำหรับเรียกเว็บไซต์ที่ทำเนื้อหาของเว็บไซต์มาเพื่อทำ SEO เพียงอย่างเดียวโดย

ไม่สนใจว่าเนื้อหาภายในเว็บไซต์จะเป็นอย่างไร ซึ่งเว็บพวกนี้จะมีจำนวนเนื้อหาเติบโตที่ผิด

ปกติ โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะติดโฆษณาไว้เพื่อขายสินค้า หรืออื่นๆ

9. TAGS คือคำสั้นๆ สองสามคำ ที่เอาไว้อธิบายว่าเราเขียนเรื่องอะไร เหมือนกับการที่เราติดป้าย

ให้กับบล็อกเราว่าเราเขียนเรื่องอะไรนั้นเอง นอกจากนี้ TAGS ในเว็บยังส่งผลดีต่อ SEO อีกด้วย

10. Index คือปริมาณหน้าเว็บที่ติดอยู่ในฐานขอมูลของ Search Engine ซึ่งใน Google.com จะต้อง

ใช้คำสั่ง site:ชื่อเว็บไซต์ ก็จะทราบจำนวนของหน้าเว็บที่ติดอยู่ในฐานข้อมูลของ Google ใน

SEO หากว่าปริมาณหน้าเว็บไซต์ติดอยู่ในฐานข้อมูลของ Search Engine มากก็จะส่งผลให้ผู้ใช้

มีโอกาศค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอมากขึ้น

11. De-Index ( Decrease Index ) คือเว็บไซต์ที่โดน Search Engine ลงโทษ ซึ่งการ De – Index

จะทำให้ปริมาณหน้าของเว็บไซต์ในฐานข้อมูลของ Search Engine ที่ลงโทษเป็น 0 ใน google

สามารถใช้คำสั่ง site:ชื่อเว็บไซต์ ตรวจสอบได้