Archive for the ‘ทั่วไป’ Category

ประวัติ อากิโอะ โมริตะ ผู้สร้าง SONY



วัยเด็ก
สภาพความเป็นอยู่

อากิโอะ โมริตะ เป็นลูกชายคนโตของเคียวซาเอมอนและชูโกะ โมริตะ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่ค่อนข้างมั่งคั่งในญี่ปุ่นมีพี่น้อง 3 คนเป็นผู้ชายทั้งหมด โดยทำธุรกิจเหล้าสาเกจนโด่งดังและเป็นที่ยอมรับที่สุด ความเป็นอยู่เป็นไปอย่างสะดวกสบายมีบ้านหลังใหญ่และมีหลายครอบครัวอาศัยในบ้านหลังนี้  การที่มั่งคั่งนี้เองจึงทำให้ความคิดความอ่านค่อนข้างที่จะเป็นตะวันตก มีญาติหลายคนไปเรียนในยุโรป และหลงใหลในอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของยุโรปพอสมควร  จนทำให้เด็กคนนี้มีความฝันที่จะสร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฟฟ้าและบันทึกเสียงของตัวเองใหได้

สำหรับการศึกษา เนื่องจากความสนใจในด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชอบด้านการทดลองเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ผลการเรียนวิชาอื่น ๆ จึงออกมาแย่  สิ่งที่เขาพยายามทดลองคือสร้างเครื่องบันทึกเสียงแต่ก็ล้มเหลว  ในที่สุดหลังจากที่จบมัธยมปลายเขาก็ได้เลือกเรียนต่อในสาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยโอซาก้าอิมพีเรียล แทนที่จะเลือกเศรษฐศาสตร์ตามที่พ่อของเขาต้องการ  แต่อย่างไรก็ดีขณะที่เขาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น  ญี่ปุ่นได้เปิดสงครามมหาเอเชียบูรพารวมไปถึงการรบกับอเมริกาด้วย ผู้ชายที่มีอายุเกิน 18 ปีจะต้องถูกเกณฑ์ทหาร  อย่างไรก็ตามเขาเลือกที่จะเข้าสมัครเป็นทหารช่างเพื่อทดลองเกี่ยวกับอาวุธชิ้นใหม่ให้กับกองทัพ  น้องชายทั้งสองของเขาก็เช่นกันได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเช่นเดียวกัน   แต่เคราะห์ดีที่สงครามสิ้นสุดเสียก่อนที่พวกเขาจะออกรบ  โดยช่วงที่มีสงครามนั้นทหารจะมีอำนาจเหนือการเมืองมาก ข่าวสารทั้งหมดจะผ่านทางข่าวทหารและปกปิดข่าวจริงเพื่อประโยชน์ในด้านยุทธศาสตร์ตลอดเวลา  และจากการที่เข้าเป็นทหารวิจัยนี้เองทำให้เขาได้รู้จักกับ มาซารุ อิบูกะ ( ซึ่งเป็นคู่หูในการจัดตั้งบริษัท SONY ต่อมา ) ซึ่งเป็นลูกเจ้าของเครื่องมือวัดแห่งญี่ปุ่น  หลังจากสู้รบอย่างยาวนานในที่สุดญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้สงครามเนื่องจากความย่อยยับของบ้านเมืองหลังจากการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร และการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของอเมริกา

การมองถึงโอกาส

แน่นอนว่าเมื่อสิ้นสุดสงครามแล้ว โมริตะและพี่น้องของเขาได้กลับบ้าน แต่สภาพของบ้านเมืองในตอนนั้นแร้นแค้นมาก การขาดแคลนเครื่องมือแพทย์และการตกงานของประชาชนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูหมดหวัง  ในขณะที่เขากลับบ้านเขาก็ยังติดต่อกับอิบูกะอยู่เสมอ ๆ ซึ่งโรงงานเขาก็ถูกระเบิดทำลายจนต้องย้ายไปอยู่นอกเมืองเช่นเดียวกัน  และจากการติดต่อกันจึงรู้ถึงว่าอิบูกะกำลังทำห้องทดลองในโตเกียวอยู่และต้องการให้โมริตะมาช่วยเพื่อร่วมกันก่อตั้งธุรกิจใหม่ขึ้นมา  จากความรู้ ความสามารถและธุรกิจของอิบูกะที่ประสบความสำเร็จพอสมควร โดยเฉพาะ Project ใหม่ที่ท้าทาย ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมาโตเกียวเพื่อทำธุรกิจกับอิบูกะทันทีที่เขาส่งจดหมายเชิญ

ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ

เมื่อโมริตะเดินทางมาถึงโตเกียวก็ทำงานสอนในมหาวิทยาลัยรวมถึงทำงานบริษัทไปด้วย โดยร่วมจัดตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1946 ชื่อ “ บริษัท วิศวกรรมโทรคมนาคมแห่งโตเกียว “ ซึ่งโมริตะได้เสี่ยงมากเนื่องจากเขาจะเป็นผู้สืบทอดกิจการของที่บ้านอยู่แล้ว แต่กลับมาโตเกียวตามลำพังเพื่อหาธุรกิจใหม่  อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นบริษัทใหม่จึงต้องกลับไปยืมบริษัทพ่อเขาหลายครั้งโดยออกหุ้นให้แทน  สถานที่ตั้งของบริษัทในช่วงแรกคือซากของห้างสรรพสินค้าที่ถูกระเบิดนั่นเอง  และหลังจากสอนในมหาวิทยาลัยได้ไม่นานเขาก็ลาออกมา  แน่นอน บริษัทของเขาต้องการทำในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเขาต้องทำหน้าที่ทุกอย่างทั้งส่งขึ้นรถ ขับรถหรือส่งเอกสาร  เริ่มต้นได้เริ่มทำเครื่องบันทึกเสียงโดยใช้เส้นลวด แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าโชคดีหรือร้าย บริษัทที่ทำเส้นลวดบางนี้ได้ไม่ยอมขายให้เนื่องจากเป็นบริษัทเล็ก และทำให้บริษัทของโมริตะไปพัฒนาในการใช้เทปแทน ซึ่งมีข้อดีกว่าการใช้ลวดบันทึกเสียงมากมายเพราะสามารถตัดต่อได้ ซึ่งเครื่องบันทึกเทปนั้นหัวใจอยู่ที่เทปซึ่งทั้งโมริตะและอิบุกะได้ทำการทดลองมาอย่างอดทนและในที่สุดก็สามารถเครื่องเล่นเทปได้

การที่คิดว่าเมื่อเราสามารถผลิตของดีได้แล้วจะทำให้เราสามารถขายได้มากเสมอ  ความคิดนี้ผิดทันทีถ้าเราไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าสินค้าเรามีคุณค่าอย่างไร  เมื่อเขาสามารถผลิตเครื่องเล่นเทปและเทปได้แต่คนส่วนใหญ่ไม่ซื้อ เนื่องจากมันเป็นของใหม่ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะว่ามันใหญ่และแพงเช่นนั้นหรือ ในที่สุดเขาก็พบว่าเนื่องจากคนไม่เห็นคุณค่ามันมากกว่า ดังนั้นเขาจึงไปสาธิตในที่ต่าง ๆ เช่น ศาล เพื่อใช้ในการบันทึกคำให้การแทนการจดชวเลขของเจ้าหน้าที่  การใช้ช่วยในการฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษ  นอกจากนี้เขายังลดขนาดที่เทอะทะของมันให้เล็กลงและทำให้ราคาถูกลง  ดันั้นสินค้าของเขาจึงขายได้เมื่อความต้องการมากขึ้นเขาจึงต้องขยายและย้ายบริษัทไปอยู่ในตัวเมือง  และขอซื้อลิขสิทธิ์แรงดันไฟฟ้า AC ของ NEC เพื่อมาปรับปรุงเครื่องเล่นเทปของเขาอีกทางหนึ่งด้วย

เครื่องบันทึกเทปขายดีมากและเขาได้เดินทางไปอเมริกาเพื่อดูงานและได้ซื้อลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ของ Bell Lap ในอเมริกาที่ชื่อว่า “ ทรานซิสเตอร์ “ กลับมาด้วยและเขาได้พัฒนามันเพื่อนำมาช่วยในการได้เสียงเหมือนจริงระดับสูง ( High Fidelity ) โดยการควบคุมความถี่เสียง แน่นอนว่ามันจะเข้ามาแทนที่หลอดสูญญากาศที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ในเมื่อมันเล็กกว่ามันก็จะสามารถเล่นได้นานกว่ามื่อเทียบกับแบตเตอรี่ขนาดเดียวกัน  ซึ่งพัฒนาการเพิ่มกำลังของทรานซิสเตอร์ของเขา โดยการอาบฟอสฟอรัสในแผ่นเจอร์มาเนียมและได้ผลเป็นที่น่าพอใจในเวลาต่อมา

จากการที่บริษัทเขาใหญ่ขึ้น และการออกไปดูงานต่างประเทศทำให้เขารูสึกว่าชื่อบริษัทยาวเกินไป และต้องการเปลี่ยนมันรวมถึงสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถจำได้ และจากการคัดเลือกรวมถึงการออกเสียงแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้ชื่อออกมาคือ “ SONY “ ในปี 1953 นี้เองรวมไปถึงตราสัญลักษณ์ก็ใช้เหมือนชื่อโดยเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ตลอดมา

การดำเนินธุรกิจ

เมื่อรู้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากร ดังนั้นการที่จะใหญ่ได้ต้องดูตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเทศที่มั่งคั่งเช่นอเมริกาหรือยุโรป เป็นต้น  และการทำเครื่องบันทึกเทปของเราได้ถูกคู่แข่งพัฒนาขึ้นมาแข่ง  ดังนั้นเพื่อเป็นเอกลักษณ์เขาจึงเรียกเครื่องบันทึกเทปของเขาว่า “ วอร์คแมน “  เพื่อส่งตลาดต่างประเทศ เป็นที่รู้กันดีว่าสินค้าญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกเป็นของที่มีคุณภาพต่ำ ดังนั้นการส่งออกสินค้าเขาจึงพยายามตีตรา Made in Japan ให้มีตัวเล็กที่สุด ( แต่ SONY ขายของมีคุณภาพดี ) เพื่อไม่ให้ลูกค้าปฏิเสธก่อนที่จะได้ใช้สินค้า  แน่นอนว่าเมื่อผลิตสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อน คนอื่นจะเห็นว่าเราเป็นหนูทดลอง โดยดูว่าเราขายได้หรือไม่ถ้าขายได้ดีเขาจะเข้ามาแข่งทันที  ดังนั้นเมื่อเราพัฒนาสินค้าได้แล้วเราจะรีบออกสินค้าเพื่อเป็นเจ้าตลาดในช่วงแรก โดยเราจะทำเงินได้มากมาย ( SONY ใช้งบวิจัยพัฒนา 6 –10 % จากยอดขาย ) เมื่อคนอื่นมาทำตามเราก็จะรีบพัฒนามันต่อไปทันทีเพื่อให้เราใหม่เสมอ

สิ่งประดิษฐ์สิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากชิ้นหนึ่งคือ วอร์คแมน เกิดจากการที่เขาได้พัฒนาการฟังดนตรีเพื่อเป็นส่วนตัวแม้ในยามที่เดินทางอยู่บนท้องถนน  หรือในท้องถนนจะมีคนแบกสเตอริโอบนบ่าแล้วฟังดนตรีเสียงดังรบกวนคนอื่น  ดังนั้นเขาจึงพัฒนาโดยการนำเอาเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตต์ขนาดเล็กมาพัฒนาโดยเริ่มแรกด้วยการนำเอาวงจรบันทึกออกทำให้เครื่องเล็กลง แล้วกำหนดราคาขายให้หนุ่มสาวสามารถซื้อได้ การใช้หูฟังแบบคู่ แบตเตอรี่ขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา แม้ว่าจะต้องสู้กับฝ่ายบัญชีและคำเยาะเย้ยของคนอื่น  ในไม่ช้ามันก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันดีขนาดไหน ด้วยคำสั่งซื้อที่ผลิตไม่ทันตามต้องการ  อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะขายดีอยู่แล้ว แต่เพื่อรักษาตลาดไว้ให้ใหม่เสมอ เขาจึงได้พัฒนาวอร์คแมนให้มีรูปแบบที่ต่าง ๆ กัน  กล่าวกันว่าวอร์คแมนที่สามารถขายได้จนถึงปัจจุบันนี้ ( 1988 ) มีถึง 20 ล้านเครื่องเลยทีเดียว เมื่อขายได้มากขึ้นเขาก็เริ่มสร้างเครือข่ายในการจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาด้วย ทั้งการขายผ่านทางตรงและทางตัวแทนจำหน่าย  แต่อย่างไรก็ดีต้องขายใน Brand ของ SONY เท่านั้น

การดูความสามารถในการผลิตกับ Order ที่ได้นั้นเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากถ้าเราขยายโรงงานมากขึ้นเพื่อรับ Order ที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเสี่ยงอย่างยิ่งรวมถึงการทำธุรกิจในต่างแดนนั้นก็เช่นเดียวกัน การที่จะทำธุรกิจในต่างประเทศนั้นเราต้องรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของถิ่นนั้นรวมไปถึงวิถีทางการใช้ชีวิตของเขาด้วย ดังนั้นโมริตะจึงเดินทางไปอเมริกาโดยกำหนดค่าใช้จ่ายอย่างประหยัด การที่ได้เพื่อนที่เปรียบเสมือนครูของเขาคือ อดอล์ฟ กรอสส์  ทำให้เขาเรียนรู้ความเป็นอยู่ของอเมริกาได้ดีขึ้นมาก  การที่ตัวแทนจำหน่ายในอเมริกามีการตุกติกทางด้านกฎหมาย  การจะขายสินค้าโดยยึดถือราคาเป็นหลักโดยยอมให้ลดคุณภาพของสินค้าโดยผู้จัดจำหน่ายของ SONY ในอเมริกาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และลงเอยด้วยการเลิกสัญญา และจัดตั้ง โซนี่คอร์ปอเรชั่นแห่งอเมริกาในปี 1960 ซึ่งแม้ว่าจะติดปัญหาในด้านการแปลเอกสารเป็นภาษอังกฤษ การยินยอมจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น รวมไปถึงการ SET ราคาหุ้นที่จะขายในอเมริกา แต่ก็สามารถผ่านมันมาได้ ในปีนี้นอกจากการจัดตั้ง SONY อเมริกาแล้วเขายังเปิดโชว์รูมในนิวยอร์กอีกด้วย  เพื่อที่จะเก็บเอาความคิดและวัฒนธรรมแบบอเมริกัน เขาจึงย้ายครอบครัวซึ่งมีภรรยาและลูกอีก 3 คนมาอยู่อเมริกาด้วย แต่สองปีต่อมาพ่อของโมริตะเสียชีวิตและเขาต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ดังนั้นเขาจึงย้ายกลับโตเกียว

การพัฒนานอกจากด้านเครื่องเล่นเทปที่โด่งดังแล้ว เครื่องเล่นวีดีโอ ยู-เมติกก็เป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ขายดี โดยที่ฟอร์ดได้ซื้อเครื่องนี้เพื่อไปใช้ในการ Train ช่างและพนักงานขายของเขา ซึ่งการเข้ามาของฟิล์มสิบหกมิลลิเมตรของสถานีโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว  และแน่นอนเขาก็พัฒนามันอีก จากการใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดอันเทอะทะของมันเขาจึงพัฒนาม้วนเทปให้มีขนาดเล็กลง และก่อให้เกิดเครื่องเล่นวีดีโอเบต้าแมกซ์ที่สามารถใช้ตามบ้านได้ขึ้นมา ซึ่งเมื่อเขาคิดค้นได้เขาได้ทำการออกตลาดโดย Promote สินค้าตัวใหม่อย่างยิ่งใหญ่แม้การสำรวจตลาดจะไม่ได้ผลเท่าที่ควรก็ตาม แต่ในความคิดของโมริตะเขาอาจจะมี Six sense ที่มั่นใจว่าจะขายออก แม้ว่าเมื่อพูดตามเหตุผลแล้วมันไม่น่าจะขายได้ดีขนาดนี้

การพัฒนาด้านโทรทัศน์สีก็เช่นเดียวกัน เขาได้ซื้อลิขสิทธิ์หลอดภาพโครมาตรอนแต่อย่างไรก็ดี มันไม่ Work และบริษัทได้ยกเลิกไปและมาพัฒนาด้านไตรนิตรอนแทนโดยทำให้ภาพคมชัดขึ้น 30 % และในปี 1964 เขาก็เปิดโรงงานโทรทัศน์ขึ้นมาอีกเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในและนอกประเทศ

การเปิดตัวโชว์รูมเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเห็นและรู้ถึงคุณภาพของเรา ดังนั้นโมริตะจึงพยายามเปิดโชว์รูมเพิ่มขึ้นนอกจากที่โตเกียวและนิวยอร์ก แน่นอนว่า SONY วางตัวเองเป็นสินค้าคุณภาพดี ดังนั้นโชว์รูมที่ต้องการจะตั้งทั่วโลกนั้นต้องเป็นจุดที่คนมากและกำลังซื้อสูง  และในที่สุดเขาก็เปิดโชว์รูมอีกแห่งที่ ฌอง อาลิเซ่ส์ ใจกลางกรุงปารีส และตั้งโซนี่โพ้นทะเลที่สวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ด้วยคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเขาจึงคิดที่จะตั้งโรงงานในอเมริกา แต่จะเป็นสิ่งที่ผิดที่จะเปิดโรงงานนอกประเทศโดนที่ยังไม่มีระบบการขายและการตลาดที่นั่นก่อน ดังนั้นเขาจึงได้ดูลาดเลาและตรวจสอบ Supplier ที่ต้องการและขนาดตลาดที่เพียงพอต่อการผลิต และในปี 1971 จากการจ่ายค่าขนส่งที่แพงและความยืดหยุ่นต่อความต้องการในอเมริกา ดังนั้น SONY จึงเปิดโรงงานขึ้นในปีนี้เอง

และแน่นอนคุณจะทำงานไม่ได้ดีหากคุณไม่มีลูกจ้างที่ดี นักบริหารญี่ปุ่นจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกจ้าง โดยที่เขาจะพยายามเจอพนักงานใหม่ทุกคน ซึ่งเขาจะสอนให้รู้ถึงความรับผิดชอบในการทำงานและโอกาสที่จะได้รับ  และจากการโดนยึดครองจากกลุ่มสัมพันธมิตรและคลอดกฎหมายแรงงานใหม่ออกมา ทำให้คนรวยต้องเสียภาษีมาก รวมไปถึงภาษีมรดกที่มหาศาลด้วย ( จนมีคนพูดกันว่า มรดกความมั่งคั่งจะโดนภาษีกินหมดใน 3 ชั่วอายุคน ) ทำให้ความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้ไม่ต่างกันมากนัก  ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาด้านแรงงานในญี่ปุ่นมากนัก อย่างไรก็ตาม SONY จะดูแลพนักงานอย่างดีและการจูงใจไม่ใช่แค่เงืนอย่างเดียวเหมือนในอเมริกา ซึ่งทาง SONY จะถือว่าพนักงานก็คือคนในครอบครัว  ดังนั้นการหยุดงานหรือการ Strike นั้นจึงแทบไม่ได้เห็นเลย  ถ้าลูกน้องเบื่อต่อการทำงานเดิมหรือต้องการความท้าทายใหม่ ๆ  ทาง SONY ก็จะทำการจัดหาให้โดยการติดป้ายประกาศภายในทำให้เขาสามารถทุ่มเทกับงานใหม่ได้อย่างเต็มที่แทนที่จะอึดอัดกับงานเก่า  แน่นอนว่าความคิดความอ่านหรือข้อเสนอแนะของพนักงานซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัว จะได้รับฟังโดยปล่อยให้เขามีความคิดเป็นอิสระออกความคิดเห็น รวมถึงการเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ฝีมือด้วย ต่างกับในอเมริกาที่ฝ่ายบริหารคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด  ซึ่งส่งผลให้เทคนิคการจัดการในญี่ปุ่นแลอเมริกาต่างการโดยสิ้นเชิงคือ ญี่ปุ่นจะพยายามหาสิ่งที่ผิดพลาดเมื่อพนักงานทำผิดแต่อเมริกันกลับเลือกที่จะไล่ออกเพราะไม่ทำตามคำสั่ง มันมีผลถึงจิตใจพนักงานที่ไม่ดีและการเปลี่ยนงานบ่อยในอเมริกา  ดังนั้นเมื่อโมริตะได้เข้าไปเป็นผู้บริหารในโซนี่อเมริกา เขาก็ได้พยายามใช้เทคนิคพนักงานคือครอบครัวไปใช้แทนระบบทั่วไปที่อเมริกาใช้อยู่ผลก็คือ คนงานยอมรับแม้จะค่อนข้างติดขัดในช่วงแรก การลาออกน้อยและขวัญกำลังใจในการทำงานดีขึ้น  ซึ่งพนักงานในบริษัทส่วนใหญ่เป็นวิศวกรที่คอยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า  ซึ่งเขาได้เคยกล่าวกับคนยุโรปที่กล่าวไว้ว่า “ เทคโนโลยีใหม่ ๆ คิดค้นในยุโรป “  โมริตะได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวกลับว่า  “ เทคโนโลยีใหม่ถ้าไม่ได้นำเอาไปใช้ประโยชน์ในการประดิษฐ์เพื่อทำเป็นอุตสาหกรรมแล้ว จะมีประโยชน์น้อยกว่าการปรับปรุงจากความคิดมาเป็นอุตสาหกรรมเสียอีก “  แน่นอนว่าการที่เราจะทำการวิจัยหรือพัฒนางานสักชิ้นเราต้องกำหนดเป้าหมายและเวลาที่ทำอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปลืองเวลาและทรัพยากร

แน่นอนความแตกต่างในด้านวัฒนธรรมและการทำงานของญี่ปุ่นและอเมริกันที่ต่างกัน สร้างปัญหาให้แก่โซนี่อเมริกาพอสมควร  ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอันแรกคือการฟ้องร้องที่เกิดบ่อยจนแทบได้ว่าเป็นเรื่องปกติในอเมริกาไปเสียแล้ว แต่ในญี่ปุ่นการฟ้องร้องถ้าไม่จำเป็นจะไม่ทำกัน เนื่องจากจะให้เกียรติซึ่งกันและกัน  โซนี่จะต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ้างทนายคอยปกป้องการฟ้องร้องที่เกิดเป็นประจำต่อบริษัท แม้ว่ามันจะเห็นได้ชัดว่าเขาถูกก็ตาม  ดังนั้นใน อเมริกาจะไม่มีระบบไว้เนื้อเชื่อใจกันเลยแม้กระทั่งพนักงงานจากบริษัทหนึ่งเมื่อลาออกไปอยู่บริษัทคู่แข่งแล้วจะนำความลับติดตัวไปบอกบริษัทใหม่ด้วย การจะทำสัญญาหรืออะไรก็แล้วแต่จะมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอเพื่อเอาไว้ใช้ยืนยันในชั้นศาล  ซึ่งสาเหตุการฟ้องส่วนใหญ่มักจะเป็นในทำนองที่สินค้าญี่ปุ่นสามารถขายได้ในราคาที่ถูกกว่าที่ระดับคุณภาพเดียวกัน  ดังนั้นคนอเมริกันจึงซื้อสินค้าญี่ปุ่น  บริษัทในอเมริกาที่ขายไม่ออกและธุรกิจล้มลงก็กล่าวหาว่า SONY จะต้องรับผิดชอบในการทำให้เขาและพนักงานต้องตกงาน   ดังนั้นในเวลาต่อมาเขาเริ่มลด Pressure ในด้านนี้โดยการเพิ่มวัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในอเมริกามากขึ้นและเป็นตัวแทนนำสินค้าอเมริกาเข้าไปขายในญี่ปุ่นอีกด้วย

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าในอเมริกาเขาจะแบ่งชนชั้นในด้านการบริหารและคนงาน  คนงานคนหนึ่งจะถูกฝึกให้ทำงานอย่างเดียวเพื่อให้ชำนาญโดยไม่คิดถึงความเบื่อหน่ายของพนักงาน เมื่อโมริตะได้เข้าไปจัดการเขาก็เปลี่ยนระบบความคิดให้เป็นแบบญี่ปุ่นมากขึ้น การเอาใจใส่ไปพบพนักงานและกินข้าวร่วมกัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำน้อยลง รวมไปถึงการยอมให้พนักงานมีการย้ายงานข้ามแผนกได้หากสนใจ การฝึกฝนของ SONY พนักงานฝ่ายผลิตต้องเป็นพนักงานขายก่อน 1 เดือนและในทำนองเดียวกัน พนักงานฝ่ายขายต้องอยู่ในโรงงานก่อน 1 เดือน เพื่อให้รู้ความสัมพันธ์ระหว่างการขายและการผลิต  การไม่แบ่งชนชั้นนี้ส่งผลไปถึงห้องทำงานใน Office ด้วยคือจะไม่มีห้องส่วนตัวของผู้บริหารแต่จะเป็นการนั่งรวมกัน จะมีก็เพียงฉากกั้นเท่านั้น  รวมไปถึงค่าจ้างที่ไม่ต่างกันมากนักสำหรับผู้บริหารและพนักงาน  ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องครอบครัวของตน SONY จึงเน้นการเติบโตอยู่ที่การเติบโตระยะยาวอย่างมั่นคงแทนที่จะเน้นกำไรมาก ๆ เพื่อผลประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นอย่างในอเมริกา  การที่ผู้บริหารจะตัดสินใจในสิ่งนั้น ควรจะต้องพอมีความรู้ในธุรกิจนั้นพอสมควรด้วย แม้ว่ามันอาจจะไม่ขึ้นกับหลักการและเหตุผล แต่ในที่สุดจากการที่เขารู้ตัวเองและผู้อื่น มักจะทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายถูกต้อง  แนวทางการดำเนินงานของบริษัทจะต้องดำเนินต่อไปแม้ว่าจะเปลี่ยนผู้บริหารก็ตาม เป็นความคิดที่ทำให้พนักงานทั้งหมดเดินไปในทางเดียวกันได้ ผิดกับที่อเมริกาที่ผู้บริหารมักจะมีการล้างบางตลอดเมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง

การที่ญี่ปุ่นสามารถแข่งขันได้ในทุกประเทศทั่วโลกเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงภายในประเทศนั่นเอง แน่นอนว่าการแข่งขันในประทศญี่ปุ่นเป็นไปด้วยความรุนแรงไม่ว่าด้านใดก็ตาม ทั้งการศึกษา การทำงาน หรือธุรกิจ การแข่งขันนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในประเทศแต่เมื่อมองอีกนัยหนึ่งแล้วพบว่า  การแข่งขันที่รุนแรงนี้เองกลับเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ธุรกิจของญี่ปุ่นสามารถแข่งขันได้กับทุกประเทศ  แต่ธุรกิจที่กำลังจะ DOWN จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในการให้ถอนตัวจากธุรกิจหรือปรับตัวไปสู่ธุรกิจใหม่ที่สดใสกว่า  อย่างไรก็ตามสำหรับธุรกิจที่ต่างประเทศทำได้ดีกว่า รัฐจะไม่สนับสนุน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อบริษัทเอกชน

การลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ต้องการนั้น เราต้องแน่ใจก่อนว่าจะเข้ากับบริษัทเราและมีบุคลากรที่สามารถรองรับเทคโนโลยีเหล่านั้นได้  รวมไปถึงต้องพัฒนาสิ่งนั้นให้ดีและใช้งานได้รวมไปถึงการปรับปรุงแบบใหม่ ๆ ให้ออกมาเสมอ ๆ  ตัวอย่างในจีนที่ลงทุนกว้านซื้อเทคโนโลยีและเครื่องมือจากทั่วโลกมาแทนแรงงานคน ทั้ง ๆ ที่จีนมีประชากรมากอยู่แล้ว และไม่มี Skill เพียงพอที่จะใช้มัน ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้เครื่องจักรต่ำและของออกมาคุณภาพไม่ดี ( แต่ปัจจุบันกำลังดีขึ้น ) ดังนั้นการแข่งขันในตลาดโลก เราต้องมองถึงว่าคุณภาพที่สามารถทำได้ถึงระดับโลกนั้นเป็นเช่นไร แล้วปรับตัวเข้าหามันโดยมีการแข่งขันเป็นเชื้อเพลิงขับดันไปให้ถึงจุดนั้น  ซึ่งการแข่งขันนี้ในญี่ปุ่นมีมาอย่างช้านานแล้วเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากแทบไม่มีทรัพยากรในประเทศเลยต้องนำเข้าเทคโนโลยีและวัตุดิบจากต่างประเทศเสมอ  การประหยัดและการ Recycle เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต  เช่นเดียวกันสำหรับ SONY การอยู่รอดเป็นสิ่งจำเป็น การลดการใช้เชื้อเพลิง การปรับปรุงการผลิต การทำของคุณภาพดีจากความรับผิดชอบของพนักงาน  รวมไปถึงการกระหายและต้องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเลือกที่จะใช้การประยุกต์มากกว่าการคิดค้นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ทำให้ SONY สามารถอยู่รอดได้แม้ในภาวะวิกฤต  การปรับปรุงนี้ส่งผลไปถึงการอบรมซึ่งญี่ปุ่นเน้นทางด้านนี้มาก เพราะพนักงานเป็นปัจจัยหลักสำหรับการปรับปรุงให้สินค้ามีความทันสมัยเสมอเพื่อเป็นเจ้าตลาด โดยการนำเทคโนโลยีที่ดีและมีอนาคตมาปรับปรุงร่วมกันโดยยอมเสียค่า R&D ในสิ่งที่ไม่ Work ดีกว่าที่จะดั้นด้นผลิตมันออกมาแล้วเสียหายภายหลัง  ซึ่งการวิจัยนี้ในช่วงหลังมักจะเป็นการประชุมหรือวิจัยร่วมกัน แล้วต่างคนต่างนำไปผลิตเป็นสินค้าของตัวเอง

แน่นอนว่าเมื่อคุณจะทำธุรกิจระดับสากลแล้ว คุณจำเป็นต้องยอมรับความคิดที่เป็นสากลด้วย การที่เราจะทำงานร่วมกับคนอเมริกาหรือยุโรปที่เขาคิดว่าเขาเก่งที่สุดในโลกนั้น เราต้องปรับตัวให้ทันทั้งการปรับตัวด้านวัฒนธรรมที่ต้องออกความเห็นบ่อย ๆ การรับฟังความคิดคนอื่น การปรับปรุงการใช้ภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการเตรียมทนายความเมื่อมีการฟ้องร้องเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำทั้งสิ้น  การที่ต้องยอมอ่อนต่อประเทศคู่ค้าและรับสินค้ามาขายบ้างเป็นเรื่องที่จำเป็น และแน่นอนความสัมพันธ์บางอย่างเพื่อความสำเร็จต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศด้วยเพราะการติดปัญหาด้านกฎหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งส่งผลให้เราต้องปรับตัวเอง ที่จะส่งออกอย่างเดียวซึ่งทำให้ประเทศคู่ค้าต้องเสียดุล เราต้องไปลงทุนหรือใช้วัตถุดิบในประเทศนั้นหรือรับของเขามาขายเป็นการตอบแทนบ้างแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มรายจ่ายโดยไม่จำเป็นให้แก่เราเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของบริษัท  และการลงทุนในประเทศโลกที่ 3 ของ SONY เพื่อเป็นการยกระดับธุรกิจเขาซึ่งอาจเป็นลูกค้าหลักในอนาคตก็ได้

ใช่ว่าเมื่อคุณทำธุรกิจได้ดีแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป ปัจจัยบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้เช่นอัตราแลกเปลี่ยน สามารถทำให้บริษัทรุ่งหรือร่วงได้ในพริบตา เนื่องจากสมัยนี้มีการค้าเงินกันมากขึ้นทำให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนต่อวันสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากถึง 15 % ต่อวันเลยทีเดียว  รวมไปถึงกำแพงภาษีที่ไม่สามารถควบคุมได้  ผู้บริหารควรมองจุดนี้เผื่อไว้ด้วย  และแน่นอนว่าการทำธุรกิจในโลกนั้นเราต้องพูดมากขึ้นและปิดกั้นตัวเองให้น้อยลง นอกจากนี้ยังควรดูปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อเราด้วยโดยเฉพาะของคู่แข่ง  โดยเราต้องมองไปในอนาคตว่าอีก
10 – 20 ปีข้างหน้าผู้บริโภคต้องการอะไร และแน่นอนเราจะผลิตเท่าที่เราขายได้เท่านั้น

ความสำเร็จของโมริตะและ SONY นั้นเป็นการบอกถึงความพยายามที่บริษัทหนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความพยายามที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสินค้าที่โดนดูถูกว่าห่วยในสายตาของคนภายนอก มาเป็นสินค้าที่ดีในสายตาของคน ๆ นั้น โดยการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนำมันมาประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงการเข้าใจถึงระบบการทำงานที่เป็นสากลเพื่อการขยายตัวสู่ตลาดโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าของที่ดีคือของที่ “ Made in Japan “

ขอบคุณบทความจากคุณก้องเกียรติครับ

Posted by admin on December 30th, 2008 No Comments

หมาฮีโร่ Hero Dog

เผอิญเข้าไปในเว็บ teenee.com เลือบไปเห็นข่าว “ชิลีตามหาหมาฮีโร่-ฝ่ารถเก็บซากเพื่อน” ประทับในหมาฮีโร่ผู้ไม่กลัวตาย วิ่งฝ่าดงรถยนต์เข้าไปช่วยลากศพเพื่อนที่ถูกรถชนกลางทางหลวงอีกตัวออกมา แล้วเจ้าหน้าที่ทางหลวงก็เข้ามากันรถ นำหมาทั้งสองตัวออกไป โดยมีกล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพไว้ นักข่าวประเทศชิลีเลยนำมาเสนอข่าวแล้วหมาน้อยผู้นี้ก็ดังไปทั่วโลก

อ่านข่าวเสร็จตามหาคลิปที่ว่าทันที

เหอๆ ขนาดหมายังรักกันเลย… แล้วคนไทยไม่คิดจะรักกันมั่งเลยเหรอครับ

Posted by admin on December 10th, 2008 No Comments

AVIS คิดพลิกมุม จากเป็นไปไม่ได้ จนเป็นผู้ให้บริการรถเช่า อันดับ 2 ของโลก

Warren Avis ผู้ก่อตั้งบริษัทรถเช่า AVIS ได้เริ่มต้นเล่าจุดกำเนิดของเขา ในหนังสือ เรื่อง Take a chance to be first ว่า เมื่อตอนเขาอายุ 20 ปี ตอนนั้นเขายังเป็นนักบิน รับราชการอยู่ในกองทัพอากาศ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกๆครั้งที่เขานำเครื่องลงที่สนามบิน เขาจะต้องลำบากกับการเดินทางเพื่อหารถแท็กซี่ เพื่อจะได้เดินทางต่อไปยังจุดหมายของเขา ทำให้หลายครั้งเขาต้องนำ มอเตอร์ไซด์ ขึ้นเครื่องบินมาด้วย เพื่อที่จะได้เดินทางได้ทันทีหลังจากเขานำเครื่องลง แค่จุดเล็กๆนี้เอง ทำให้เขาคิดว่า ที่สนามบินน่าจะมีบริการรถเช่า แค่นี้เองครับ เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจรถเช่าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

แต่เมื่อเขาเริ่มลงมือทำ เขาได้ขอคำปรึกษาจากคนรู้จัก และหลายต่อหลายคนที่พอจะช่วยเขาได้ กลับบอกเขาว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นไปได้ Hertz (ผู้ให้บริการรถเช่าเบอร์ 1 ของโลก) คงทำไปนานแล้ว และเหตุผลหลักๆที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ คือ จะมีลูกค้าสักกี่คนที่เดินทางมายังสนามบิน แล้วจะกลับมาคืนรถในทันที มีแต่คนมาแล้วก็อยู่อีกนานกว่าเขาจะบินอีกครั้ง ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่เขา จะเช่ารถ แล้วกลับมาคืนรถในวันที่เขาต้องบินกลับ ถ้ามี ก็น้อยมาก (เพราะยุคนั้นเป็นยุคของสงครามโลก การที่นักธุรกิจจะบินข้ามรัฐ ข้ามประเทศ แล้วมาทำธุระให้เสร็จด้วยเวลาสั้นๆ เป็นไปได้น้อยมาก) ด้วยประเด็นเหล่านี้ Hertz และคนอื่นๆจึงมองว่า ลูกค้าที่ AVIS จะได้รับจะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าจ้างคน เป็นต้น

แต่ Warren Avis เขาไม่ได้คิดแบบคนทั่วไป คิดพลิกมุมครั้งที่ 1 เพราะยุคนั้น รถเป็นสิ่งที่ขาดแคลน ผู้คนมีรถใช้กันน้อย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นักธุรกิจจะทำกิจธุระของเขาเสร็จในเวลาอันสั้น ดังนั้น เขากลับมองว่า ถ้าเขาบริการรถเช่า นักธุรกิจจะสามารถทำกิจธุระของเขาได้เสร็จอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครไม่อยากกลับบ้านเร็วๆ ในยุคสงครามโลก และนี่แหละ คือ จุดที่จะทำให้ธุรกิจของเขาเติบโตไปได้

ดังนั้น Warren Avis จึงก่อตั้งบริษัทของเขาขึ้น ซึ่งในขณะนั้นเขาจำเป็นต้องลงทุนซื้อรถมาให้เขาเช่า แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มต้นธุรกิจ ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะลงทุนในสินทรัพย์ให้น้อยๆไว้จะได้ไม่เสี่ยง แม้แต่ในตอนนั้นเบอร์หนึ่งอย่าง Hertz ยังใช้รถเก่าในการให้บริการกับลูกค้าเลย แต่ AVIS กลับคิดต่างกับคนอื่นๆ คิดพลิกมุมครั้งที่ 2 คือ เขาจะใช้รถใหม่ในการให้บริการ หากเขาใช้รถเก่า แบบ Hertz เขาก็ไม่ได้ต่างกับ Hertz เลย แต่ถ้าใช้รถใหม่ก็ต้องลงทุนสูง เขาจะทำอย่างไร ? AVIS ตัดสินใจ เจรจากับ Ford ทันที ซึ่งในขณะนั้น Hertz ใช้รถของ General Motor เขาเจรจากับ Ford โดยใช้เงื่อนไขว่า การที่ลูกค้าของเขามาเช่ารถ หากใช้รถใหม่ของ Ford นั่นจะเป็นการให้ลูกค้าลองรถของ Ford ไปโดยปริยาย และลูกค้าที่ได้ลองขับรถแล้ว พบว่ามันไม่มีปัญหาอะไร โอกาสที่ Ford จะขายรถได้เพิ่มขึ้นย่อมมีมาก

Warren Avis ขายโอกาสให้กับ Ford และ Ford ก็เชื่อ ดังนั้น AVIS จึงได้รถใหม่ราคาถูกจาก Ford และจากจุดนี้เอง ที่ AVIS เริ่มฉีกตัวแตกต่างจาก Hertz คือ ใครๆก็ชอบของใหม่ ซึ่งไม่เสี่ยงว่ารถจะเสียด้วย ดังนั้นความประทับใจใน AVIS จึงสูงมากขึ้น ด้วยแนวคิดใช้รถใหม่ ไม่เพียงเป็นกลยุทธ์สร้างความแตกต่างของ AVIS แล้ว ยังเป็นการ Save Cost ค่าบำรุงรักษารถด้วย แต่ทีเด็ดที่ทำให้ Warren Avis กล้าตัดสินใจซื้อรถใหม่นั้น ยังมีมากกว่านั้น ……

Warren Buffet เคยกล่าวไว้ว่า ตัวเขานั้นชอบธุรกิจที่มี Margin of safety สูงๆ เช่นกัน Warren Avis ก็ได้คิดเผื่อถึงการลดความเสี่ยงกับ การใช้กลยุทธ์รถใหม่ไว้แล้ว โดยเขาได้รับรู้ว่า ในยุคนั้น รถขาดแคลนมาก Demand > Supply ดังนั้น ราคารถใหม่ จะปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ ประมาณ 6 เดือน ดังนั้น AVIS จึงเปลี่ยนรถใหม่ทุกๆ 6 เดือน โดยที่เขาไม่ขาดทุน และยังคงตอกย้ำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการกับ AVIS พบรถใหม่เสมอ ในขณะเดียวกัน Hertz กลับหัวเราะเยาะ AVIS ว่า ถ้าจะบ้า ไม่นาน AVIS ต้องเจ๊งเป็นแน่ กว่า Hertz จะรู้ตัว ก็ปาไป สามปี แต่ตอนนั้น AVIS ก็เข้ายึดครอง สนามบิน และขยายตัวไปยังยุโรปเป็นรายแรกแล้ว

การเป็นผู้ตาม หากคิดน้อย ก็จะอยู่ไม่ได้ ตอน AVIS ก่อตั้งใหม่ๆ การที่คนไม่รู้จัก AVIS ย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่หากจะใช้โฆษณา ก็ไม่มีตังส์ จะทำอย่างไรดี ? คิดพลิกมุมครั้งที่ 3 ในตอนนั้น ธุรกิจสายการบินเป็นธุรกิจที่ใหญ่ มีอำนาจต่อรองมาก ไม่มีใครคิดถึงหรอกว่า ธุรกิจเล็กๆอย่างธุรกิจรถเช่า จะสามารถเจรจาเป็นพันธมิตร กับสายการบินได้ แต่ AVIS ไม่ได้มองว่า เราเล็ก หรือใครใหญ่ เขามองว่า ไม่ว่า ธุรกิจจะเล็ก หรือ ธุรกิจจะใหญ่ การเจรจาจะสำเร็จได้ ธุรกิจต้องได้รับผลประโยชน์ ต้อง Win –Win การเจรจาก็จะสำเร็จ ได้

Warren Avis พยายามชี้ให้สายการบินเห็นว่า การมีรถเช่า จะทำให้ปริมาณลูกค้าสายการบินเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าสามารถทำธุระและกลับมายังสนามบินได้ภายใน 1 วัน และอีกครั้งเขาก็สามารถขายโอกาสทางธุรกิจของเขาได้สำเร็จ ดังนั้นเขาไม่เพียงสามารถโฆษณาด้วยใบปลิว ที่สอดไว้ตรงหลังเบาะหน้าผู้โดยสาร ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต่ำมาก ซ้ำยังพบว่า ลูกค้าที่อยู่ระหว่างที่บินอยู่นั้น จะอ่านทุกอย่างที่มีอยู่ดังนั้น AVIS จึงเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว

ความร่วมมือของ AVIS กับสายการบินต่างๆ นั้น เกิดขึ้นตามมาอีกหลายอย่าง จนทำให้ธุรกิจรถเช่า AVIS เติบโตอย่างรวดเร็ว เพียง 7 ปี AVIS ก็กลายเป็นเบอร์ 2 ของโลกในธุรกิจรถเช่าแล้ว และ Warren AVIS ก็ได้ขายธุรกิจนี้ทำกำไรมหาศาล เพื่อมุ่งสู่ความต้องการส่วนตัวของเขา คือ

1. เขาต้องการสร้างฐานะทางด้านการเงิน

2. เขาต้องการความตื่นเต้นในชีวิต

3. เขาต้องการเป็นนายตนเอง

4. เขาต้องการกระทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด

5. เขาต้องการทำประโยชน์ให้กับสังคม

โดย : ก้องเกียรติ

Posted by admin on November 25th, 2008 2 Comments

20th Century Boys ทเวนตี้เซนจูรี่บอยส์

จากการ์ตูนสู่ภาพยนตร์ทเวนตี้เซนจูรี่บอยส์(20th Century Boys) แก๊งนี้มีป่วน ภาพยนตร์ไตรภาคทุนสูงที่สุดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่หลายๆท่านรอคอย

คงเคยอื่นหนังสือการ์ตูนเรื่องทเวนตี้เซนจูรี่บอยส์(20th Century Boys) แก๊งนี้มีป่วน เขียนโดย นาโอกิ อุราซาว่า ผู้เคยฝากฝีมือมาแล้วจากเรื่องมอนสเตอร์ มาบ้างแล้วใช่ไหมครับ หรือยังไม่ได้อ่าน.. เอาหามาอ่านได้แล้วครับ รับรองว่าสนุกมากๆ ครับ การ์ตูนเรื่องนี้เป็น 1 ในเรื่องที่ผมชอบมากๆ เรื่องหนึ่ง แถมการ์ตูนเรื่องนี้ยังกวาดรางวัลมาแล้วมากมายเหลือเกิน อาทิเช่น รางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมครั้งที่ 48 จาก โชงะกุกัง,รางวัลชนะเลิศในงาน Media Arts ครั้งที่ 6 ของทบวงวัฒนธรรมญี่ปุ่น,รางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมครั้งที่ 25 จาก โคดันฉะ เป็นต้น

จณะนี้ได้นำถูกมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไตรภาคที่ทุมทุนสร้างมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น(มากถึง 6 พันล้านเยน) โดยทีมงานสร้าง DeathNote วันนี้ออกมาเป็นภาพยนตร์แล้วว.. มหาวิบัติ… ดวงตาถล่มล้างโลก ดูตัวอย่างหนังได้ในเว็บนี้เลยครับ

และขณะนี้ผมได้เปิดเว็บไซต์(ที่ยังทำไม่เสร็จ เหอๆ) ไว้แล้วครับ คือเว็บ www.20thcenturyboys.net และเปิดเว็บบอร์โไว้ด้วยนะครับ iforums.20thcenturyboys.net สามารถเข้าไปดูกันได้ครับ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย

(more…)

Posted by admin on November 22nd, 2008 No Comments

เปิดระบบโหวตดาว - เดือนของงานกีฬาสัมพันธ์ครั้งที่ 36

ตั้งแต่วันนี้จะเปิดให้สามารถโหวตดาว - เดือนผ่านเว็บไซต์ http://mju.sutenm.com ได้โดยจะมีการนับคะแนนจนถึงวันที่ 20 เท่านั้น สำหรับระบบโหวตที่มีสองเว็บไซต์ โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ระบบการโหวตผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา
ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเราจะแจ้งข่าวทางเว็บไซต์ http://mju.sutenm.com เท่านั้น หากมีปัญหาสอบถามเกี่ยวกับการโหวตหรือการนับคะแนนสามารถสอบถามได้ที่ http://forums.sutenm.com/

Posted by admin on November 16th, 2008 No Comments

งานโคมลอยยี่เป็งธุดงศสถานล้านนา (แม่โจ้)

งานนี้ผมไปช้าประมาณ 20 นาทีครับ เขาเริ่มปล่อยโคมลอยกันแล้วถึงจะไปถึง เสียดายมากๆ ปีหน้าเอาใหม่ต้องไปเร็วๆ วันนี้ก็มีรูปที่่ผมถ่ายมาฝากครับไปดูกันเลยครับ

ปิดท้ายด้วยรูปเพื่อนรักสองคนมองตากันหวานๆ แล้วกัันครับ 55 5 5

Posted by admin on November 9th, 2008 2 Comments

My Redeemer Lives - Team Hoyt เรื่องจริงของพ่อ(Dick) ลูก(Rick) คู่หนึ่ง

คลิปที่มี View บน youtube.com นัีบ 1.4 ล้าน View มี Comments นับ 1000 Comments ขอบคุณคลิปนี้ที่ทำให้เรามีกำลังใจ

My Redeemer Lives - Team Hoyt

True Story …
เรื่องจริง …

A son says to his father: ‘Dad, would you be willingly to run a marathon with me?’
วันนึงลูกชายได้พูดกับพ่อของเขาว่า “พ่อครับ พ่อจะไปวิ่งมาราธอนกับผมได้ไหม”

The father, despite his age and a heart disease, says ‘YES’.
ถึงแม้ว่าตัวคุณพ่อเองจะอายุมากแล้ว แถมยังเป็นโรคหัวใจ เขาเลือกที่จะตอบลูกของเขากลับไปว่า “ได้ซิลูก”

And they run that marathon, together.
หลังจากนั้นทั้งสองก็วิ่งมาราธอนด้วยกัน

The son asks: ‘Dad, can you run another marathon with me?’ Again father says ‘YES’.
อีกวันนึง ลูกชายได้ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า “พ่อครับ พ่อจะวิ่งมาราธอนกับผมอีกครั้งได้ไหม” แน่นอนว่า พ่อตอบกลับไปว่า “ได้ซิลูก”

They run another marathon, together.
เขาทั้งสองก็ได้วิ่งมาราธอนรายการอื่นอีกครั้งด้วยกัน

One day the son asks his father: ‘Dad, would please do the Iron Man with me?’
และอีกวันนึง ลูกชายก็ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า “พ่อครับพ่อจะลงแข่ง Iron Man กับผมได้ไหม”

Now just in case you wouldn’t know, ‘The Iron Man’ is the toughest triatlon in existance; 4km swimming, then 180 km by bike, and finaly another 42 km running, in one stroke.
(สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Iron Man คืออะไร มันก็คือไตรกีฬานั่นเองในภาษาไทย รายการนี้จะรวมมนุษย์เหล็กจากทั่วโลกมาแข่งขันกันโดยแบ่งออกเป็นว่ายน้ำ 4 กิโลปั่นจักรยาน 180 กิโลและวิ่ง 42 กิโล โดยไม่มีการหยุดพักใครเข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ)

Again father says ‘YES’
และก็อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อไม่ได้ตอบปฏิเสธ “ได้ซิลูก”

Maybe this doesn’t ‘touch’ you yet by heart … until you see this movie (put on sound!):
บางทีบทสนทนานี้คุณอาจจะยังไม่เข้าใจ และยังไม่เกิดความประทับใจกับมัน…จนกระทั่งคุณได้ดูคลิปต่อไปนี้

ข้อมูลอื่นๆ

Dick Hoyt คุณพ่อวัย 65 ปี ของ Rick Hoyt ลูกชายวัย 43 ปี สองพ่อลูกจากรัฐ Massachusetts ได้เข้าร่วมการแข่งขันกรีฑามากมายถึงเก้าร้อยกว่ารายการ รวมถึงกีฬาการแข่งขันไตรกีฬาสุดโหด ที่การแข่งขันประกอบด้วย การว่ายน้ำ ในทะเล ระยะทาง 3.86 กม.ปั่นจักรยาน ระยะทาง 180.2 กม.และการวิ่งมารธอนระยะทาง 42.195 กม. ซึ่งในคนปกติก็ยากหนักหนาอยู่แล้ว แต่พ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดา!!!

Rick ลูกชายป่วยด้วยภาวะสมองพิการหรือ cerebral palsy เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนจากสายสะดือพันคอตั้งแต่แรกเกิด หมอที่ดูแลบอกว่าเขาต้องตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าเป็น “ผัก” และบอกให้ทิ้งลูกไว้เมื่อเขาอายุได้แปดเดือน แต่ผู้เป็นพ่อและครอบครัวไม่ท้อใจ พวกเขาพา Rick กลับบ้านและเพียรพยายามเลี้ยงลูกอย่างดี

เมื่ออายุ 12 Rick ได้เรียนรู้โดยการพิมพ์ผ่าน computer ที่ออกแบบพิเศษโดยใช้การเคลื่อนไหวของศีรษะ คำแรกที่เขาพิมพ์คือ “Go Bruins!” ( Bruins เป็นชื่อทีม ice hocky ที่มีชื่อ) ทำให้ครอบครัวได้รู้ว่า Rick เป็นแฟนกีฬาตัวยงเลยทีเดียว

ปี 1977 สองพ่อลูกได้เข้าร่วมการแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 ไมล์เป็นครั้งแรก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันอีกหลายครั้ง รวมถึงปัจจุบันพวกเขาในนาม “Team Hoyt” ได้เข้าร่วมการแข่งขันถึง 958 รายการ (นับถึง ม.ค. ปีนี้) ซึ่งเป็นไตรภาคีถึง 224รายการ

Dick ใช้อุปกรณ์พิเศษอันได้แก่ ที่นั่งด้านหน้าติดจักรยาน เรือพิเศษเวลาว่ายน้ำและ wheelchairเวลาวิ่ง พาลูกชายของเขาเข้าร่วมการแข่งขันไปทุกหนแห่งช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่

“สิ่งเดียวที่เป็นความแตกต่างระหว่างเนินดินกับภูเขา นั่นก็คือบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าทัศนคติ”
Dick Hoyt

I CAN do all things through Him who strengthens me

“ผมสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ผ่านเขา บุคคลที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น”
Rick Hoyt

Dick Rick

The Hoyt Foundation Inc.
Address : Team Hoyt
241 Mashapaug Road
Holland MA 01521
Fax : (413) 245-9554
Email : teamhoyt@cox.net
Web: www.teamhoyt.com

Posted by admin on October 19th, 2008 4 Comments

9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์

  1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
  2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดี ไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
  3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
  4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
  5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
  6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
  7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
  8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
  9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

โดยวนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด

Posted by admin on October 17th, 2008 No Comments

วิธีการเขียนข้อเสนอโครงการและวิธีเลือกโครงการ

วิธีเลือกโครงการ

การเลือกโครงการที่เราจะทำนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเอง แต่วิธีที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ คือการเลือกหัวข้อโครงการที่เราถนัดอยู่แล้ว เช่น เราชอบเล่น เกม อาจะทำโครงการเกี่ยวกับเกม ชอบเสื้อผ้า อาจจะทำ E-Commerce เกี่ยวกับเสื้อผ้า เป็นต้น หรืออาจจะเลือกจากการมองเห็นปัญหาในระบบงานเดิม ซึ่งโครงการมักจะเกิดจากปัญหาบางประการ หรือเป็นการต่อยอด / ปรับปรุงของที่มีอยู่แล้วเพื่อให้ดีขึ้น เราต้องมองปัญหาในระบบงานเดิมให้ออกว่ามีปัญหาอะไร มีปัญหาตรงจุดไหน วิธีแก้คืออะไร เพื่อออกแบบระบบงานให้ตรงกับความต้องการของ User ให้มากที่สุด การได้มาซึ่งปัญหาที่ดีที่สุดคือการเก็บ Requirement (Requirement เป็นการรวบรวมรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนที่เกี่ยวกับความต้องการ ระหว่างผู้พัฒนาระบบกับผู้ใช้งาน) ดังนั้น Requirement จึงเป็นเสมือนกับหัวใจของโครงการที่ต้องการจะจัดทำ ซึ่งจะต้องให้ผู้อื่นเห็นความสำคัญของโครงการเราให้ได้

วิธีการเขียนข้อเสนอโครงการ

1. การตั้งชื่อโครงการ บ่อยครั้งที่การตั้งชื่อโครงการเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ชื่อโครงการที่ดีควรจะครอบคลุมเกี่ยวกับโครงการที่เราทำ ไม่ยืดยาวจนเกินไป ฟังดูแล้วน่าสนใจ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกถึงแนวคิดที่เราต้องการสื่อในการจัดทำโครงการ

2. หลักการและเหตุผล เป็นการบรรยายถึงสิ่งที่เราต้องการทำ ซึ่งส่วนตัวผม แบ่งออกเป็น 3 วรรค

วรรคแรก ระบุถึงที่มาที่ไป ประวัติโดยย่อ และปัญหาในระบบงานเดิม ซึ่งหากมีตัวเลขที่เป็นสถิติเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้โครงการดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น(อย่าลืมระบุแหล่งอ้างอิงของสถิตินะครับ)
วรรคสอง จะกล่าวถึงระบบงานที่เราจะใช้แก้ปัญหา ต้องอธิบายว่าทำไปเพื่ออะไร ทำอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องมีโครงการนี้
วรรคสาม ส่วนมากจะเป็นสรุปจากวรรคสอง และกล่าวถึงการต่อยอดของโครงการ ว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้าง สามารถเพิ่มเติมอะไรได ้หลังจากโครงการเสร็จแล้ว เป็นต้น

3.วัตถุประสงค์ของโครงการ เป็นการสรุปจากหลักการและเหตุผลว่าเราจะทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร นิยมเขียนออกเป็นข้อๆ โดยเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง โดยระบุวัตถุประสงค์และตัวแปร เช่น
หัวข้อเรื่อง “ระบบงานประมูลสินค้า”
วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. เพื่อศึกษาระบบงานประมูลสินค้า
  2. เพื่อออกแบบระบบงานประมูลสินค้าผ่านเครือข่าย Internet

เป็นต้น

4.ขอบเขตของโครงการ ต้องระบุขอบเขตการศึกษาและการทำงานให้ชัดเจน ไม่มากจนอาจทำไม่สำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนด หรือน้อยจนเกินไป เทคนิคการเขียนขอบเขตของโครงการคือพยายามเขียนให้น้อยๆเข้าไว้ ซึ่งหากเราสามารถทำให้เสร็จ ได้ตามขอบเขตแล้ว เราสามารถเพิ่ม Option ที่เราต้องการได้อีกด้วย ทำให้ดูเสมือน โครงการของเราพัฒนาไปได้ไกล มากจากขอบเขตอีกด้วย

5.ระยะเวลาดำเนินการ เป็นการระบุขึ้นตอนการทำงานแต่ละขึ้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดการศึกษา ซึ่งจะต้องกำหนดระยะเวลาทุกขึ้นตอน
ตัวอย่าง
ขึ้นตอนการทำงาน

  1. ศึกษาค้นคว้าระบบงาน
  2. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับระบบ
  3. วิเคราะห์และออกแบบฐานข้อมูล
  4. ออกแบบฐานข้อมูล
  5. เขียนโปรแกรม
  6. ทดสอบการทำงานของระบบ
  7. ตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด
  8. จัดทำเอกสารประกอบการใช้งาน

6.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำวัตถุประสงค์ของโครงการมาเป็นประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับได้ เช่น

  1. ได้ศึกษาระบบงานประมูลสินค้า
  2. ได้ระบบงานประมูลสินค้าผ่านเครือข่าย Internet

เป็นต้น

นี้คือตัวอย่าง เป็นโปรเจคจบ ปวส. ที่โปลิเทคนิคลานนา ชื่อโครงการ เว็บไซต์โรงเรียนจอมทอง
http://www.sutenm.com/download/chomthong.rar

Posted by admin on October 16th, 2008 No Comments

ความหมายของโครงการ

โครงการหมายถึงอะไรได้มีการให้คำจำกัดความของความหมายของโครงการไว้มากมายทั้งนักการศึกษา นักการตลาด และนักกฎหมายซึ่งโดยรวมแล้วเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า

  • โครงการ คือ : กิจกรรมหรือแผนงานที่เป็นหน่วยอิสระหนึ่งที่ สามารถทำการวิเคราะห์วางแผน และนำไปปฏิบัติ พร้อมทั้งมีลักษณะแจ้งชัดถึงจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด โดยแผนสำหรับกิจการต่างๆ ต้องระบุวัตถุประสงค์ตามระยะเวลาที่กำหนด
  • โครงการ คือ : การวางแผนล่วงหน้าที่จัดทำขึ้นอย่างมีระบบประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรในการดำเนินงาน และคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

แต่ละโครงการมีเป้าหมายเพื่อการผลิตหรือการให้บริการเพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพของแผนงาน ดังนั้นโครงการ จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ของการวางแผนที่จะทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย

ลักษณะของโครงการที่ดี

สามารถแก้ปัญหาขององค์การหรือหน่วยงานนั้น ๆ ได้

  1. มีรายละเอียด วัตถุประสงค์เป้าหมายต่าง ๆ ชัดเจน สามารถดำเนินงานได้ มีความเป็นไปได้
  2. กำหนดขึ้นอย่างมีข้อมูลความจริง(มีสถิติ ตัวเลข ข้อมูลจากองค์กรดังกล่าว)และเป็นข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
  3. อ่านแล้วเข้าใจว่านี้คือโครงการอะไร มีประโยชน์อย่างไร ทำไปเพื่ออะไร มีขอบเขตการทำแค่ไหน
  4. มีระยะเวลาในการดำเนินงานแน่นอน ระบุวันเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด
  5. สามารถติดตามประเมินผลได้

อ้างอิง
http://www.nsdv.go.th/evaluation/project.htm

Posted by admin on October 14th, 2008 No Comments