คนที่ชนะ ก็คือ คนที่คิดว่าเขามีความสามารถ

Napoleon Hill

ถ้าท่านคิดว่าท่านพ่ายแพ้ ท่านจะพ่ายแพ้
ถ้าท่านคิดว่าท่านไม่กล้า ท่านจะไม่กล้า
ถ้าท่านต้องการที่จะชนะ แต่ท่านคิดว่าท่านไม่อาจชนะ
เกือบจะแน่นอนว่า ท่านจะไม่ชนะ

ถ้าท่านคิดว่าท่านย่อยยับ ท่านจะย่อยยับ
เพราะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้
ความสำเร็จ เริ่มต้นด้วยความต้องการของคนผู้นั้น

ทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับท่าทีของจิตใจ
ถ้าท่านคิดว่า ท่านมีความสามารถไม่พอ ท่านจะเป็นเช่นนั้น
ท่านจะต้องคิดให้สูง เพื่อที่จะยกตัวของท่านให้สูงขึ้น

ท่านจะต้องเชื่อถือในตัวของท่านเองเสียก่อน
ก่อนที่ท่านจะชนะรางวัล
สงครามชีวิต มิได้ขึ้นอยู่กับผู้ที่แข็งแรงกว่า หรือ เร็วกว่าเสมอไป
แต่ในไม่เร็วก็ช้าคนที่ชนะ
ก็คือคนที่คิดว่า เขามีความสามารถ

Napoleon Hill

จงเป็นนักเคลื่อนไหว By Bill Gates

Bill Gates 1

บทความนี้เป็นคำปราศรัยของ บิลล์ เกตส์ ในวันที่เขาได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากที่เขาออกจากฮาร์วาร์ด เขาได้ค้นพบกับความไม่เสมอภาค ค้นพบว่าเยาวชนนับล้านคนถูกโกงโอกาสทางการศึกษา ค้นพบว่ามีอีกหลายชีวิต ที่อยู่กับความยากจนแสนสาหัสและโรคร้ายในประเทศกำลังพัฒนา การตายจากโรคที่หมดอันตรายไปนานแล้วในประเทศของเขา  และคำพูดของคุณแม่เขาเอง “จากผู้ที่ได้รับมากทั้งหลาย มีความคาดหวังว่าพวกเขาจะให้มากด้วย”

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิลล์ เกตส์ ผู้ครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนเรียบจบหลักสูตรปริญญาตรี ปัจจัยที่ทำให้เขาออกกลางคันได้แก่ความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผลของความทุ่มนั้นเป็นที่รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว ตอนนี้ บิลล์ เกตส์ อายุยังไม่ครบ 52 ปี แต่ได้ประกาศว่าเขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ในราวอีก 1 ปี หลังจากนั้นเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการแก้ปัญหาของโลกผ่านมูลนิธิซึ่งขณะนี้มีเงินทุนที่ได้รับจากเขาราว 30,000 ล้านดอลลาร์และกำลังจะได้รับจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลขสองของโลกอีก 37,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ประสาทปริญญากิตติมศักดิ์ให้ บิลล์ เกตส์ และได้เชิญให้เขากล่าวคำปราศรัยในพิธีประสาทปริญญาของผู้จบการศึกษาในปีนั้นด้วย ผมเห็นว่าคำปราศรัยของเขามีแง่คิดที่น่าใส่ใจยิ่ง จึงนำมาถอดความสำหรับผู้ที่อาจไม่มีโอกาสฟังหรืออ่านคำปราศรัยนั้น เนื่องจากคำปราศรัยอ้างถึงภูมิหลังบางอย่างซึ่งผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย เพื่อความกระจ่างและเพื่อให้เห็นมุกขบขันของเขา ผมได้เพิ่มคำอธิบายสั้น ๆ ไว้ในวงเล็บ […] คำปราศรัยนั้นอาจถอดได้ดังนี้

ท่านอธิการบดีบอค, ท่านอดีตอธิการบดีรูเดนสไตน์, ท่านอธิการบดีที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อไปเฟาสต์, สมาชิกของบรรษัทฮาร์วาร์ดและคณะกรรมการดูแลมหาวิทยาลัย, คณาจารย์, พ่อแม่, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง, บัณฑิต

ผมคอยมา 30 ปีที่จะพูดว่า “คุณพ่อครับ ผมบอกคุณพ่อเสมอมาใช่ไหมว่าวันหนึ่งผมจะกลับมาเอาปริญญาให้ได้” [ผู้ฟังหัวเราะกันอย่างทั่วถึง]

Bill Gates 2

ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ประสาทปริญญาให้ผมทันเวลาพอดิบพอดี ผมจะเปลี่ยนงานปีหน้า และมันน่าจะดีเมื่อในที่สุดผมจะมีปริญญาพ่วงท้ายในใบประกาศคุณสมบัติของผมเสียที [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

ผมขอปรบมือให้ผู้จบการศึกษาวันนี้ที่เดินไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยทางสายตรง สำหรับผม, ผมมีความสุขที่หนังสือพิมพ์คลิมสัน [หนังสือพิมพ์รายวันของนักศึกษาฮาร์วาร์ด] ให้สมญาผมว่า “ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในหมู่ผู้เรียนไม่จบของฮาร์วาร์ด” ผมเดาเอาว่านั่นหมายถึงผมคือผู้ทำคะแนนได้สูงสุดในรุ่นพิเศษของผม ผมทำได้ดีที่สุดในหมู่ผู้สอบตกด้วยกัน [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

แต่ผมต้องการได้รับการยอมรับว่าผมเป็นผู้ที่ทำให้สตีฟ บอลล์เมอร์ [เพื่อนซี้ของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งขณะนี้เป็นประธานผู้บริหารของบริษัทไมโครซอฟท์] เลิกเรียนวิชาบริหารธุรกิจ ผมมักชักนำคนไปในทางเสีย นั่นคือเหตุผลที่ผมได้รับเชิญมาพูดในวันรับปริญญาของคุณ ถ้าผมมาพูดในวันปฐมนิเทศของคุณ, คุณบางคนอาจยังเรียนไม่จบในวันนี้ก็ได้ [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

ฮาร์วาร์ดเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษสำหรับผม ชีวิตการเรียนประทับใจยิ่ง ผมได้เข้าไปนั่งฟังวิชาต่างๆ มากมายซึ่งผมไม่ได้แม้กระทั่งลงทะเบียนเรียน และชีวิตในหอพักก็สุดยอด ผมพักที่แรดคลิฟฟ์ [วิทยาลัยหญิงซึ่งต่อมายุบรวมกับฮาร์วาร์ด], ในหอพักชื่อเคอร์รี่เออร์ มีคนจำนวนมากเข้ามาอยู่ในห้องของผมตอนดึกๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องต่างๆ เสมอ, เนื่องจากทุกคนรู้ว่าผมไม่ค่อยวิตกเรื่องการจะต้องลุกจากที่นอนหรือไม่ในวันรุ่งขึ้น นั่นคือที่มาของการเป็นผู้นำของกลุ่มต่อต้านสังคมของผม เราเกาะกลุ่มกันเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราไม่เอาด้วยกับพวกสังคมจัดทั้งหลาย

แรดคลิฟฟ์เป็นที่อยู่อันยอดเยี่ยม มีสาวๆ ยั้วเยี้ยไปหมด, และหนุ่มๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิทย์-คณิต ปัจจัยทั้งสองรวมกันเอื้อให้ผมมีโอกาสสูงยิ่ง, คุณคงพอจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไรใช่ไหม [เสียงหัวเราะ]

ณ จุดนี้เองที่ผมเรียนรู้เรื่องชวนหดหู่ใจว่า การเพิ่มโอกาสไม่นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป [เสียงหัวเราะ]

ความทรงจำอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดของผมเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 1975 เมื่อผมโทรศัพท์จากหอพักเคอร์รี่เออร์ไปหาบริษัทหนึ่งที่เมืองอัลบูเคอร์คี [ในรัฐนิวเม็กซิโก] ซึ่งได้เริ่มทำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกในโลก ผมเสนอขายซอฟท์แวร์ให้เขา

Continue reading “จงเป็นนักเคลื่อนไหว By Bill Gates”

ตำนานรักของตาลอบและยายทอง ผ่านบทเพลง คนไม่มีเวลา ว่าน ธนกฤต

ตำนานรักบทนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ.. ตาลอบซึ่งเป็นช่างตัดผม ที่ไม่ได้มีฐานะที่ดีอะไรพบรักกับยายทอง แม่ค้าขายกับข้าวสาวงามของหมูบ้านในงานรำวงสร้างโบสถ์ ที่วัดป่ากลาง อำเภอเชียงคาน เมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี ตาลอบจึงขอยายทองแต่งงาน เป็นการแต่งงานที่เรียบง่าย ไม่ใหญ่โต ไม่มีสินสอดทองหมั้นมากมาย มีเพียงแต่คำมั่นสัญญาว่า  “จะครองรักและดูแลกันตลอดไปจนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง”

แต่เมื่อปี 2538 ยายทองก็ล้มป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ และ 6 ปีต่อมา ทรุดหนักจนกลายเป็นอัมพาต จนไม่สามารถพูดคุยหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ทำได้เพียงแค่ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสีหน้า และการร้องไห้เท่านั้น “ยายเขาร้องไห้ เพราะว่าเขาอยากจะพูดกับเรา แต่เขาพูดไม่ได้ เขาจึงบอกเราด้วยการร้องไห้ออกมา พอตาได้ยินเสียงไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ตาก็จะเดินไปพูดกับเขา หรือไม่ก็ต้องส่งสียงตอบกลับไป ส่วนใหญ่ตาจะบอกเขาว่า อย่าร้องเลย เราอยู่ตรงนี้แล้ว บางทีก็บอกยายว่า เราจะอยู่กับเธอ จะดูแลเธอไปจนกว่าจะตายจากกัน… ที่บอกอย่างนี้เพื่อให้ยายรู้ว่าตาอยู่ใกล้เขาไม่ได้หนีไปไหน”

ตาลอบ ยายทอง

ถึงแม้ว่าระยะเวลาจะผ่านมานาน… นับ 50 – 60 ปี ในบั้นปลายชีวิตจะถูกแทนด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ตาลอบก็ยังรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับยายทองไม่ลืมเลื่อน… ตานั้นได้มอบทุกวินาทีของชีวิตทุ่มเท่ดูแลยายอย่างใกล้ชิด แม้ยามหลับหรือยามตื่น

ตาดูแลยายโดยจะไม่ใส่แพมเพอร์สให้ยาย เพราะเกรงว่าจะอับชื้นและเป็นแผลกดทับได้ ตาไม่เคยเบื่อเลยที่จะต้องคอยเช็ดฉี่ เช็ดอึ ให้ยาย เสื้อผ้าของยายตาก็จะไม่ซักผงซักฟอก เพราะกลัวยายจะแพ้เป็นผื่น ซึ่งตาจะใส่ใจรายละเอียด เล็กๆ น้อยๆ

ตามักจะพายายไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยจักรยานที่มีเตียงพยาบาลของยายพ่วงติดอยู่ด้านหน้า มีหลังคาคอยคุ้มแดดคุ้มฝน มีมุ้งคอยกันยุงและแมลงต่างๆ ซึ่งตาเป็นคนประดิษฐ์ขึ้นมาเอง

“ตาอยากใช้ชีวิตอยู่กับยายจนวินาทีสุดท้าย เราจะต้องไม่ทอดทิ้งกัน เราต้องมั่นคงต่อกัน ตาสัญญากับยายว่าจะดูแลยายให้ดีที่สุดจนวินาทีสุดท้าย ตาตั้งใจรักษายายให้ดีที่สุด ตาทุ่มเทชีวิตให้ยายทั้งหมดเลย เพราะว่ายายมีความหมายกับตาสุดชีวิตเลย ทุกวันนี้ตายังมีความหวังอยู่ว่า ยายจะอาการดีขึ้นและกลับมาพูดกับตาได้เหมือนเคย เราต้องอยู่แบบมีความหวัง เพราะความหวังนี่แหละที่จะทำให้เรามีกำลังใจดูแลยายต่อไปจนกว่าจะตายจากกัน ไปข้างหนึ่ง”

คนไม่มีเวลา

ยายทอง จากไปอย่างสงบด้วยวัย 71 ปี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2553 เวลา 11.00 น. ตลอดระยะเวลา 50-60 ปีที่ชีวิตรักที่ตาและยายได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานั้น ไม่เคยมีวันไหนที่ความรักจะลดน้อยลงไปตามกาลเวลา แต่กลับเพิ่มพูนขึ้นสวนทางกับสังขารที่เริ่มจะโรยราลงไป..

ตำนานรัก ตาลอบ ยายทอง

บทความนี้ถูกเรียบเรียงและตัดต่อขึ้นมาใหม่ โดยอ้างอิงจาก..

รักแท้ คือ “เธอ” ใช่ไหม..

บทความนี้ได้คัดลอกมาจากในเว็บ pantip ซึ่งเขาก็บอกว่าเป็น FW เมลมาอีกท่อนหนึ่งครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แต่เรียกน้ำตาได้เลยครับ บทความนี้ยาวมากๆ แต่ก็อยากให้ทุกท่านที่ได้เห็นลองอ่านดูครับ รักแท้ คือ “เธอ” ใช่ไหม.. เป็นเรื่องราวความรักของป้อง ผู้ชายที่รักผู้หญิงสองคนพร้อมๆ กัน แต่.. ท้ายที่สุดเขาก็ต้องเลือกคนใดเพียงหนึ่งคนเท่านั้น..

ช่วงที่หนึ่ง

ผมเป็นคนต่างจังหวัด ได้มาทำงานอยู่ที่กรุงเทพตั้งแต่ผมอายุ 20 ปี แล้วพอผมเริ่มมีรายได้ ผมก็ได้สอบ เข้าศึกษาต่อที่สถาบันแห่งหนึ่งจนจบปริญญาตรี แล้วผมก็มี โอกาสได้ทำงานที่ดีๆ เป็นหัวหน้างานที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ทำงาน เก็บเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แล้วก็เรียนจบ มาได้ด้วยตัวเอง ผมจึงมีเงินเก็บอยู่พอสมควร แล้ววันหนึ่งเพื่อนผมก็แนะนำให้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ “ พลอย” พื้นเพของเธอเป็นคนต่างจังหวัดเช่นเดียวกันกับ ผม เธอเรียนจบแค่ ม.6 เธอนิสัยดี เงียบๆ ไม่แต่งตัว เธอเป็นคนอ่อนโยนมากในสายตาผม แล้วเธอก็ ชอบ ผม ผมคิดว่าเธอนี่แหละที่เหมาะสมกับผม เพราะ ผมไม่ชอบผู้หญิงแต่งตัวเก่ง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ผมไปมาหาสู่และคบหากับเธอมานานเกือบสองปี เธอดูแล เอาใจ ใส่ผมดีมาก เธอปรนนิบัติผม เหมือนผมเป็น คุณชาย เธอบอกผมว่าบ้านเธอที่ต่างจังหวัดจนมาก พ่อแม่มีลูก 7 คน เธอเป็นคนที่ 3 เรียนจบได้ถึง ม.6 นับว่าโชคดีมากแล้ว เธอทำงานเป็นพนักงานรายวัน ที่ โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ผมขับรถไปส่งเธอทำงานทุกวัน เธอถามผมว่า ผมไม่อายคนอื่นเหรอ ที่มี แฟนเป็นแค่พนักงานรายวัน เธอมักพูดเสมอว่าผมกับ เธอไม่เหมาะสมกัน เธอบอกว่าผมน่าจะเจอคนที่เพียบพร้อมและเหมาะสมกับผม ถ้าผมไปเจอใครคนนั้น แล้ว ก็ให้บอกเค้า เค้ายินดีให้ผมไป ผมซาบซึ้งใจกับ สิ่งที่เธอคิดและพูดออกมา มากๆ มันยิ่งทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า ผมไม่มีวันทิ้งเธอแน่นอนต่อให้ผมไปเจอ ใครที่ดีกว่าเธอแค่ไหนก็ตาม ผมไม่สนใจครับ ผมรักเธอ เพราะเธอดูแลผมและรักผมมาก ผมไม่มีวันอายใคร เพราะตัวผมเองก็ไม่ชอบชีวิตที่หวือหวา ผมกินง่ายๆ นอนง่ายๆ นั่งรถประจำทางไปโน่นไปนี่ ผมมีเงินเก็บเยอะมากพอที่จะดูแลเธอได้ เราอยู่กันอย่างมีความสุขตลอด 2 ปี ผมกับเธอไม่เคยทะเลาะ กันเลย ผมสงสารเธอ เลยให้เธอย้ายมาอยู่กับผมจะได้ ไม่ต้องเสียค่าเช่าห้อง เราอยู่กินกันเหมือนสามีภรรยาโดยที่บ้านเราทั้งคู่ต่างรับรู้ แล้วกะว่าอีกสองปีคง ได้แต่งงานกัน ทุกอย่างเหมือนจะลงเอยด้วยดี…

เรื่องมันเริ่มต้นตรงนี้ครับ ผมทำงานที่นี่มาสองปีพอๆ กับช่วงเวลาที่ผมคบกับพลอย วันหนึ่งผมได้ยินเขาลือ กัน ว่ามีหัวหน้าบัญชีคนใหม่เข้ามาอายุยังไม่เยอะ แต่ได้เป็นหัวหน้าแล้ว และที่สำคัญเธอเป็นคนที่สวยมาก เธอชื่อ “น้ำ” ผมฟังแล้วก็หัวเราะแล้วพูดกับพวก ลูกน้องว่า บริษัทเรายังมีคนสวยอีกเหรอวะ หนุ่มๆ ทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่พากัน ตื่นเต้น ฮือฮากันใหญ่ ดูครึกครื้นกันเลยทีเดียว ผมก็เฉยๆ นะ คนสวยเหรอ ก็ แค่ สวย ไม่เห็นจะชอบเลย จนวันนึงผมเห็นเธอเดิน ผ่านมาที่โต๊ะผม ผมรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง เธอไม่ใช่คนสวย แต่เธอดูดีมาก แต่งตัวเนี๊ยบ ดูโดดเด่น กว่าใคร แล้วก็มีเสน่ห์มากๆ ผมแอบมองเธอทุกวัน แล้ววัน หนึ่งเธอก็เข้ามาติดต่องานผม ผมรู้สึกใจผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ทำอะไรประหม่าไปหมดเลย เธออมยิ้มที่เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของผม ส่วนผมเหรอ เธอถามอะไร ผมก็ตอบๆๆ เธอไป แต่ไม่กล้ามองหน้าเธอ แล้วเธอก็เดินกลับไป หลังจากนั้นเธอก็ส่ง mail มาคุยกับผมเรื่อยๆ ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยกล้าคุยหรอก ผมคิดว่าเธออยู่สูงเกินไป ผมคงไม่ใช่คนที่เธอสนใจหรอก แต่เธอก็ส่งเมลล์มาถามโน่นถามนี่กับผมประจำ หลังๆ มาเราเริ่มส่ง mail คุยกันมากขึ้น แล้วเราก็เริ่มนัดกันไปกินข้าว ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่กัน

กำลังสงสัยกันใช่มั้ยครับว่าผมเอาแฟน ผมไปไว้ไหน แฟนผมเธอทำงานเป็นพนักงานรายวันต้องเข้ากะ มัน ทำให้ผมมีเวลา ว่างมากพอที่จะไปไหนมาไหนกับน้ำ น้ำ เป็นคนเก่ง ร่าเริง เวลาเธอยิ้มแล้วเหมือนทั้งโลกหยุดหมุน ผมชอบมองเธอเวลาเธอยิ้ม ผมเอาใจเธอ ทุกอย่าง สารพัด ประหนึ่งเธอเป็นเจ้าหญิง เธอบอกว่าไม่ต้องทำขนาด นั้นก็ได้ เธอเกรงใจ แต่ผมบอกเธอว่า ผมอยากทำให้เธอมีความสุข เธอยิ้มแล้วก็บอกว่า “วันไหน ป้อง เบื่อแล้วบอกน้ำนะ เพราะที่ป้องทำให้น้ำทุกอย่างอ่ะ น้ำก็ทำเองได้ เพียงแต่ว่าน้ำเห็นป้องทำแล้วป้องดูมีความสุข น้ำก็มีความสุขที่ได้รับค่ะ” ผมบอกกับเธอว่า ผมไม่มีวันเบื่อ หรอก เราไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่กันบ่อยมาก เวลาว่างที่ผมมีทั้งหมด ผมทุ่มเทให้ น้ำจนผมแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ผมรับรู้ได้เลยว่าผมเริ่มเฉยชากับพลอย ผมกลับมาบ้านผมเห็น หน้าพลอยผมก็รู้สึกผิดในใจ แล้วก็ที่รู้สึกแปลกๆ ไป คือ ผม ไม่อยากกอดพลอย แต่พลอยเธอก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่เคยระแวงสงสัยอะไรในตัวผมเลย เธอยังคง ปรนนิบัติผมเป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด ส่วนผมว่างปุ๊บ ก็รีบไปหาน้ำปั๊บ น้ำขี้อ้อนมาก เธอน่ารักเวลาอยู่ที่ทำงานเธอจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่นิ่งๆ แต่เวลาอยู่กับผม เธอเหมือนเด็ก ช่างพูด แล้วก็โรแมนติก เธอทำให้ผมทึ่งในตัวเธอมากๆ เธอทำได้ทุกอย่าง เธอวาดรูปเก่งเจ้าบทเจ้ากลอน ร้องเพลงเพราะ เล่นกีตาร์ เปียโน ตีขิม รำไทย ทำ กับข้าวเก่ง ฉลาด แล้วก็เป็นคนโรแมนติกมากๆ

บางครั้งผมกลับมานั่งคิดดูนะ ว่า ผมกับเธอไม่เหมาะสมกันหรอก เธอสูงเกินไป เรียกได้ว่า เพอร์เฟคเลยทีเดียว อีกหน่อยถ้าเธอเจอ คนที่เค้าเพียบพร้อมแล้วก็เอาใจเธอมากกว่าผมเธอคงทิ้ง ผมไป ผมกลัวว่า ผมจะทำอะไรไม่ถูกใจเธอผมกลัวว่าเธอจะร้อน ผมกลัวว่าเธอจะหิว ผมกลัวว่าเธอจะเหนื่อย ผมระแวง ทุกอย่าง กลัวน้ำเค้าลำบาก แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือ “รอยยิ้ม” เสมอ ซึ่งผม เห็นแล้วก็หายเหนื่อยแต่ลึกๆ ยิ่งคิดแล้วผมก็ยิ่งกลัว ผมกลัวว่าวันหนึ่งผมไม่ได้ดูแลเธอเหมือนตอนนี้ แล้วเธอจะเป็นยังไง เพราะงานผมจะมีช่วงที่ต้องออกต่างจังหวัดบ่อย เหมือนกัน ผมคิดไปต่างๆนานาจนเครียดผมไม่กล้าคิดกับน้ำมากเกินไปกว่านี้ ผมเจียมตัวผมเองครับ พลอยคือคนที่ผมพร้อมจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย ผมไม่ต้องกลัวโน่นกลัวนี่ มีแต่พลอย ที่กลัวว่าวันหนึ่งผมจะไปจากเธอ พลอยไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมเลย เธอบอกแค่นี้เธอก็มีบุญมากพอ แล้วที่ ได้ผมเป็นแฟน ผมยิ่งย้ำเตือนตัวเองมากขึ้น ว่าพลอยคือคนที่ใช่ของเรานะ น้ำ คือคนที่อยู่สูงเกินไป ผมเตือนตัวเองทุกวันแต่หัวใจผมมันไม่หยุด มันยังรั้นแล้วก็ดื้อดึง ผมไปหาน้ำตลอด เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง สิบยี่สิบนาที มีค่ามากสำหรับผมกับน้ำ เราใช้เวลา อยู่ด้วยกันคุ้มค่ามาก ระยะเวลา 3 เดือนที่ได้พูดคุย รู้จัก คบหากับน้ำ ไปไหนมาไหนกัน มันเต็มไปด้วย ความทรงจำที่ดี และความสุขที่สุดในชีวิต จนบางครั้งผมเผลอคิดไปว่าผมกับน้ำ เป็นแฟนกัน เพราะสิ่งที่เราแสดงออกต่อกันมันเป็นเช่นนั้น จนผมจำไม่ได้แล้วว่าความสุขของผมกับพลอย อยู่ที่ไหน ในหัวสมองผมมีแต่น้ำ น้ำ แล้วก็น้ำ Continue reading “รักแท้ คือ “เธอ” ใช่ไหม..”

คนอดทนคือคนโชคดี

ในการที่จะได้สิ่งที่ต้องการ สิ่งหนึ่งที่เราลืมตระหนักไปก็คือว่า บางครั้ง เราไม่สามารถได้ในสิ่ง ที่เราต้องการ ในเวลาที่เราอยากจะได้ บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เรา จะทำได้ในการจะได้สิ่งที่ต้องการคือ   รอ ! นั่นคือ รอ.. เวลาที่เหมะสม

แล้วทำงานอย่างอื่นไปก่อน หรือตามความผันอื่น ที่ทำให้คุณมีความสุขและเกิดแรงบันดาลใจ  (เหตุผลนี้ ทำให้ผมมีความฝันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน *  เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า ความฝันบางอย่าง เราจำเป็นต้องปล่อยวางไปสักพัก เพราะยังไม่ถึงเวลาของมัน)

นั่นไม่ได้หมายความว่าเราขี้เกียจ รอปาฎิหาริย์ หรือรอโชค แต่บางครั้งเราสู้สุดฤทธิ์แล้ว พยายามทุกวิถีทางแล้ว มันก็ยังไม่สำเร็จสักที มองไม่เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” เลย

หมายความว่า ยังไม่ถึงเวลาของมัน เราต้องใช้ ความอดทน มากหน่อย ถ้าเวลาไม่เหมาะสม บางสิ่งที่คุณได้ไปก็ไม่มีประโยขน์

ถ้าคุณได้ตำแหน่งที่สูง ในเวลาที่คุณยังไม่พร้อม หรือมี “กับดัก” ล่ออยู่ แต่คุณไม่ทราบ ในตอนนั้น มีหลายครั้ง ที่ผมพลาดตำแหน่งที่ต้องการให้กับคนอื่นไป

ตอนแรกก็รู้สึกเสียใจ แต่พอเห็นเขาต้องออกจากงานนั้นภายในเวลาอันสั้น เพราะสถานการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเขา เช่น  นัก ดนตรีสไตรค์ เป็นเวลาหลายๆ เดือน

ออร์เคสตราล้มละลาย หรือเขาทะเลาะกับเจ้านายทำงานด้วยกันยาก ทำให้ผมรู้สึก “โชคดี” ที่ไม่ ได้งานนั้น และก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้ว ความอดทนก็มีค่าในตัวของมันเอง

คนที่ “ร้อนรน” ไม่มีความอดทน โกรธ หมดหวัง จะดึงดูด “โชคดี” เข้ามาหาไม่ได้ ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้ หรืออยากจะช่วย คนที่ทำตัว “สบายๆ” น่าคบ ยิ้มแย้มแจ่มใส อดทน

ทำให้คนอื่นสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ หรือทำธุรกิจด้วย สามารถที่จะมีโชคมากกว่า เพราะว่า “โชคดีของคุณ จะมาจากผู้อื่น”

มีหลายคนที่ไม่ เข้าใจดีเรื่อง กฎแห่งแรงดึงดูด ก็จะบ่นว่า ทำตามที่หนังสือบอกแล้ว แต่ไม่เห็นได้รับเลย

บาง ครั้งสิ่งที่เราต้องการ จะไม่เกิดขึ้นในเวลาที่เราต้องการ แต่พอเรา “ไม่สนใจ” มันไปสักพัก ไปทำอย่างอื่นที่น่าสนใจและให้แรงบันดาลใจกับเรามากกว่าในตอนนั้น สิ่งที่เราต้องการกลับวิ่งเข้ามาหาเราเองโดยไม่รู้ตัว

มีคนเคยถามแฮริสัน ฟอร์ดว่า ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ เขาตอบว่า “ ความอดทน” ทั้งอธิบายต่อว่า “ในวงการณฮอลลีวูด มีนักแสดงหลายคนที่อยากจะมีชื่อเสียง บางคนก็ล้มเลิกไปกลางคัน เพราะมองไม่เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” ผมไม่ได้วิเศษอะไร เพียงแต่ผมเป็น คนสุดท้ายที่ยืนอยู ในเวลาที่คนอื่นเขาเลิกกันไปหมดแล้ว”


จาก หนังสือกฏแห่งความโชคดี