Sutenm.com > บทความ

บทความ - Category

ปล่อยวาง

 

มีบทความเรื่อง “ปล่อยวาง” มาให้ได้อ่านกันครับ บทความนี้มาจากใน Facebook Fanpage ธนาคารความสุข (Happiness Bank) ครับ อ่านแล้วประทับใจกลัวหาไม่เจอถ้าต้องการอ่านอีกครั้ง เลยเอามาแปะไว้ในเว็บตัวเองครับ

ในบรรดาคำพูด คำสอนดีๆหลายๆคำ ที่มักมีคนบ่นว่า…พูดง่ายแต่ทำยาก
เห็นจะต้องนับคำว่า “ปล่อยวาง” ไว้ด้วยคำหนึ่ง

มีหลายโอกาสในชีวิตที่เราเจอโจทย์ยากๆจนใจทุกข์
เจอหน้าใคร เป็นต้องพูดเหมือนๆกันว่าให้เรา “ปล่อยวาง” ซะ
หลายคนพอได้ยินแบบนั้นจะรู้สึกว่า พูดน่ะพูดง่าย คิดน่ะคิดได้
แต่เวลาจะลงมือทำ จิตมันไม่เอาด้วยเลย

แปลกดีนะครับ ทั้งๆที่จิตก็ไม่มีมือนะ
แต่สามารถยึดจับอะไรๆไว้มากมาย

ถ้าเราความจำดีแล้วมองย้อนไปในอดีต เราอาจแปลกใจว่า
ที่ผ่านมา เราแบกสิ่งที่ปากพูดว่า “อยากวาง” ไว้มากมายขนาดไหน

ถามว่าเพราะอะไร คำอธิบายง่ายๆอันหนึ่ง คือ..
จิตเรามันไม่เคยชินที่จะปล่อย ที่จะวางครับ

ตั้งแต่เล็กแต่น้อย จิตเรามักถูกเราฝึกเราสอน
ให้แสวงหา ให้ยึดมั่นถือมั่นไว้
มากกว่าจะถูกสอนให้รู้จักปล่อยให้รู้จักวาง

ถามว่า… แล้วจะให้ทำยังไง
ตอบว่า… ก็เริ่มหัดฝึกจะทำเหตุให้จิตเคยชินจะปล่อย จะวางบ้าง

เริ่มจากสิ่งที่ทำได้บ่อยๆ อย่างทำทาน แต่ทำด้วยจิตตรง
ทำทานด้วยจิตตรง คือทำด้วยจิตที่ยินดีในการได้ “สละออก”
ไม่ใช่ทำเพื่อเสริมมานะ ว่าเราดี เราเลิศ เราประเสริฐที่ทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อให้ตัวเองรวย ตัวเองสวย ตัวเองได้ไปสวรรค์

ยิ่งถ้าสามารถทำอภัยทานด้วยใจ ไม่ใช่แค่ด้วยปาก
จะยิ่งได้ผลดีมาก เร็วมากครับ

เพราะอภัยทาน เป็นทานที่ต้องใช้ใจที่สูง
จะรวยล้นฟ้า ถอยซีรีส์เจ็ดเดือนละสิบเอ็ดคัน ก็อาจทำไม่ได้
ถ้าคุณภาพจิต คุณภาพใจไม่สูงพอจะสละความยึดมั่น
ว่าฉันดี ฉันถูก เขาเลว เขาผิด

ฝึกให้อภัยทานทุกวันวันละสามเวลา
แล้วจะพบว่าจิตแบกปัญหาน้อยลง

วิธีต่อมาคือการเรียนรู้จักตัวเอง ด้วยสติ
คนที่มีสติ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง
ด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง จะเกิดปัญญาเป็นโบนัสครับ

ปัญญามาจากการรู้เห็นความจริงว่า ทุกอย่างเกิดแล้วดับ
คงอยู่อย่างเดิมถาวรไม่ได้ บังคับสั่งตามใจอยาก ก็ไม่ได้

จิตที่มีปัญญา จะเริ่มเห็นความจริงตรงนี้
ใจก็จะเบาคลาย หายจากความโง่ทีละนิดละหน่อย
ไม่ยึดมั่นถือมั่นคาดคั้นเอาเป็นเอาตายเหมือนแต่ก่อน

ใครจะตอบโจทย์ ไม่ตอบโจทย์ ก็เรื่องของเขา
เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจสิ่งที่เขาคิด ไม่เป็นไร
แต่ถ้าอภัยให้เขาได้ เข้าใจได้ว่าโลกมันเป็นแบบนี้แหละ ใจเราก็สงบ

บางคนเถียงว่า อย่างดิฉัน ชีวิตนี้ไม่มีทางทำได้
งั้นก็แบกต่อไปนะครับ หนักเมื่อไหร่เดี๋ยวก็รู้เอง

เคยมีคนไปส่งการบ้าน ถามครูบาอาจารย์ว่า
ใจทุกข์มากแต่ก็ขี้เกียจยังไม่อยากภาวนา

ท่านตอบยิ้มๆว่า… จิตยังทุกข์ไม่พอ ก็ทุกข์ซะให้พอก่อนนะ
ทุกข์พอแล้ว ทนไม่ไหว เดี๋ยวจะขยันภาวนาเอง

เหมือนคนเห็นไฟไหม้ใกล้ๆ บ้านตัวเอง
ถ้ายังคิดว่าคงไม่ถึงบ้านเราหรอก ก็จะไม่ค่อยเดือดร้อน
ไม่สนใจดิ้นรนจะขนของ จะดับไฟ

แต่ถ้าเมื่อไหร่เห็นว่าไหม้แน่ วายวอดแน่ นั่นแหละ
จะรีบลุกมาจัดการดับไฟ ย้ายของอุตลุด

แต่จะทันไม่ทัน อันนั้นอีกเรื่องนะ : )

สุขสันต์วันที่จิตยังปล่อยบ้าง จับบ้างครับ

(more…)

Posted by on March 29th, 2013 2 Comments

สุนทรพจน์ของ แอนนา ควินด์เลน

บทความต่อไปนี้เป็นบทความที่แปลมาจากสุนทรพจน์ของนักเขียนชื่อดังคนหนึ่งของอเมริกา ชื่อว่า แอนนา ควินด์เลน เธอได้มีโอกาสพูดสุนทรพจน์ในปี 2000 เธอเริ่มกล่าวว่า..

เป็นเกียรติอย่างมากสำหรับฉันที่เป็นสมาชิกคนที่สามของครอบครัวที่ได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตามลุงจิมที่ได้รับปริญญาเอกในสาขาจิตวิทยา และลุงแจ็ค นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง ถ้าทั้งสองเป็นตัวแทนในการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ พวกเขาอาจจะสามารถบอกคุณได้เกี่ยวกับการแพทย์ หรือ ด้านธุรกิจ ส่วนตัวฉันเอง ฉันไม่ได้มีทักษะพิเศษใดๆเลย ฉันเป็นนักเขียนคนหนึ่ง..

งานของฉันเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ อย่าสับสนระหว่างชีวิตและการทำงาน เพราะอย่างหลังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอันแรก พ่อของฉันเคยสอนไว้เสมอว่า “หากคุณชนะในสนามแข่งหนู คุณก็ยังคงเป็นเพียงแค่หนู” พวกคุณทุกคนจะเดินออกจากห้องประชุมไปในวันนี้พร้อมกับสิ่งหนึ่งที่คนอื่นๆ ไม่มี… มีผู้คนอีกมากมายที่ได้รับปริญญาเช่นเดียวกับคุณ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เหมือนกันก็คือ คุณจะเป็นคนๆ หนึ่งที่ควบคุมชีวิตตัวเอง
ไม่เพียงแค่ชีวิตบนโต๊ะทำงาน หรือ ชีวิตบนรถบัส หรือแม้กระทั่งชีวิตหน้าคอมพิวเตอร์
ไม่ใช่ชีวิตตามความคิด แต่เป็นชีวิตตามหัวใจ
ไม่เพียงแค่เงินในธนาคาร แต่เป็นจิตวิญญาณของคุณ

คนส่วนใหญ่ไม่พูดถึงเรื่องจิตวิญญาณอีกต่อไป มันง่ายกว่าหากเราเขียนเรซูมเม่แทนการบอกถึงจิตวิญญาณ และนี้คือเรซูมเม่ของฉัน..

ฉันมีลูกสามคน ฉันพยายามตลอดเวลา เพื่อไม่ใช่การทำงานของฉันอยู่บนทางเดียวกันกับการเป็นแม่ที่ดี ฉันเลิกคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลโดยการหังมากขึ้น หัวเราะมากขึ้น ฉันเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับสามีของฉัน และพยายามทำตามคำสัญญาที่พูดไว้ในวันแต่งงาน ฉันมีเพื่อนที่ดีรอบๆตัว หากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ฉันคงไม่มีอะไรมาพูดกับคุณในวันนี้ และในวันนี้สิ่งที่ฉันต้องการจะบอกพวกคุณก็คือ..

ออกไปค้นหา และใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการเงินเดือนที่มากขึ้น หรือบ้านหลังใหญ่ๆ พยายามใช้ชิวิตแบบที่คุณสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นของเกลือในน้ำทะเลที่กระทบฝั่ง หรือความรู้สึกที่คุณเฝ้าคอยดูลูกของคุณในขณะที่เขาพยายามหยิบขนมโดยใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่โดดเดี่ยว ใช้ไปกับคนที่คุณรักและคนที่รักคุณ

และในที่สุดคุณจะได้รู้ว่าการใช้ชิวิตมันพิเศษแค่ไหน เมื่อคุณให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น มันง่ายมากที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ ปล่อยให้วัน ,ชั่วโมง, และนาทีผ่านไป มันง่ายมากที่จะมีชีวิตอยู่ ง่ายว่าทำให้ชีวิตของคุณมีชีวิตชีวา อย่างไรก็ตามคุณจะไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นเลยหากคุณไม่ยอมเปิดตาและหูของตัวเอง ใช้ชีวิตให้เหมือนกับทุกๆ สิ่งเป็นห้องเรียน ที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ในทุกๆ เวลา

ฉันได้พบกับครูที่ดีที่สุดของฉันเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา มันเป็นเดือนธันวาคมและฉันกำลังพยายามเขียนเรื่องเกี่ยวกับ คนไร้บ้านทำอย่างไรจึงมีชีวิตรอดในช่วงหน้าหนาว ฉันกับเขานั่งอยู่บนแท่นไม้ริมน้ำ ขณะที่เขาเล่าให้ฟังว่า

เมื่ออุณภูมิลดลงต่ำกว่าศุนย์เขาต้องไปนอนในโบสถ์ และพยายามหลบหนีจากตำรวจ และพายุไซโคลน เขาบอกฉันว่าเวลาส่วนใหญ่ของเขาใช้ชีวิตเหมือนกับที่เรากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเย็น และเขาต้องสวมหนังสือพิมพ์หลังจากที่เขาอ่านมันจบ ฉันถามเขาว่า ทำไมเขาไม่ไปหาที่พักที่ทางการจัดให้ ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลเพื่อดีท็อซ์ตัวเอง เขาเพียงแค่มองออกไปและบอกกับฉันว่า มองวิวข้างหน้าสิ.. มองวิว

และในทุกๆวัน ฉันพยายามที่จะทำตามที่เขาบอก เชื่อฉันอย่างหนึ่ง การมองสิ่งๆรอบๆตัว คุณจะเห็นอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น และนี้คือสิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากจะบอกคุณ จากบทเรียนของชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่มีบ้าน ไม่มีที่ไป ไม่มีเงิน..

มองออกไปข้่างหน้า คุณจะไม่มีวันผิดหวัง…

(more…)

Posted by on April 7th, 2012 No Comments

ทองคำลึก 3 ฟุต

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของ “ทองคำลึก 3 ฟุต” ที่แสนลือลั่น

ในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา ลุง ของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็เป็นโรคตื่นทองกับไปเขาเหมือนกัน ลุงของเขาได้ร่วมเดินทางไปทางฝั่งตะวันตกของโคโลราโด เพื่อไปขุดหาทองคำ ด้วยความหวังว่า หากพบสายแร่ทองคำ เขาก็จะได้มีโอกาสพบกับความร่ำรวย

แล้วลุงของเขา ก็ไปขอสิทธิ์ในการขุดทองคำ จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปทำงานขุดและร่อนทอง หลังจากทำงานได้หลายสัปดาห์ ลุงของเขาก็พบกับทองคำ สมดังที่ตั้งใจไว้ ลุงของดาร์บี้ จึงรีบปิดเหมืองทองเล็กๆของเขาไว้ก่อน โดยไม่บอกให้ใครรู้ และรีบกลับไปบ้านเกิดที่ วิลเลียมเบิร์ก รัฐแมรีแลนด์ เพื่อบอกเรื่องการพบทองคำครั้งนี้กับ ญาติ และเพื่อนสนิทบางคนของเขา

เมื่อได้ทราบข่าวดีนี้ ลุงของดาร์บี้ พร้อมกับญาติๆ และเพื่อนๆ ก็ได้รวบรวมเงินกัน เพื่อสร้างเหมืองขุดเจาะทองคำ ซึ่ง อาร์. ยู. ดาร์บี้ เองก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุน
กับลุงของเขาด้วย และเมื่อรวบรวมเงินทุนได้ พวกเขาทุกคนก็รีบกลับไปที่เหมือง เพื่อขุดหาทองคำต่อทันที

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ลุงของเขาพูดไว้ พวกเขาได้พบว่ามี สายแร่ทองคำอยู่ในหลุมแรกที่พวกเขาลงมือขุด ซึ่งเพียงทองคำที่เขาขุดได้ในหลุมแรกนั้น ก็ได้พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังจะกลายเป็นหนึ่งใน เจ้าของเหมืองทองคำที่รวยที่สุดในโคโลราโด และถ้าเขาเจอสายแร่ทองคำ เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามหลุม แล้วล่ะก็ นอกจากพวกเขาจะสามารถล้างหนี้สินได้ทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็จะร่ำรวยมหาศาลทีเดียว

พวกเขาขุดลึกลงไป ขุด ขุด แล้วก็ขุดด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น ที่ได้รับจากทองคำในหลุมแรกนั้น แต่แล้ว มันกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคาดคิดไว้เพราะแม้ว่าพวกเขาจะขุดลึกลงไปสักแค่ไหน มันกลับไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกเลย

แม้กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังคงพยายามขุดต่อไปอีก แต่… มันก็ยังคงมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น มันไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะ…หยุด

พวกเขาได้ตัดสินใจ หยุดขุดหาสายแร่ทองคำ และขายเหมืองทองคำนั้นต่อให้กับพ่อค้าซื้อขายของเก่าคนหนึ่ง ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ แล้วพากันนั่งรถไฟกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง

แต่ พ่อค้าซื้อของเก่าคนนั้น ได้นำเรื่องเหมืองทองที่เขาซื้อมานี้ไปปรึกษากับ “วิศวกรเหมืองทองคำ” ซึ่งเมื่อวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหมืองทองคำ ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า…

“สาเหตุที่ีโครงการนี้ล้มเหลวไปก่อน ก็เพราะ เจ้าของเหมืองคนเดิม (ลุงของเขาและพวก) ไม่คุ้นเคยกับ เส้นทางของสายแร่ทองคำ และจากการคำนวณโดยละเอียดแล้ว วิศวกรก็บอกว่า… สายแร่ทองคำอยู่ห่างออกไปจาก จุดที่ ดาร์บี้ หยุดขุด แค่ 3 ฟุต เท่านั้น”

เหมืองแร่ทองคำแห่งนั้น ได้ทำเงินให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าคนนั้นนับล้านดอลลาร์ เพียงเพราะเขารู้ว่า… ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะล้มเลิกความตั้งใจ

หลังจากนั้นมา ดาร์บี้ ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินทุนกลับคืนมาให้ได้ แล้วเขาก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ธุรกิจขายประกันชีวิต ซึ่งทำให้เขาได้ค้นพบว่า

“ปณิธาน” สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “ทองคำ” ได้

แล้ว อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในงานใหม่ของเขา ดาร์บี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในนักขายเพียงไม่กี่คนที่ทำยอดขายประกันชีวิตได้ มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ต่อปีเพราะ เขายึดมั่นต่อบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากเหมืองทองคำ

เขากล่าวว่า… “ผมเคยสูญเสีย ความร่ำรวย ไป เพียงเพราะว่า ผมตัดสินใจ หยุดขุดก่อนที่จะถึง สายแร่ทองคำ เพียง 3 ฟุต เท่านั้นเอง ดังนั้น เมื่อผมขายประกัน ผมจะไม่ยอมหยุดขาย เพียงเพราะลูกค้าตอบว่า ‘ไม่’ โดยเด็ดขาด” (more…)

Posted by on January 26th, 2012 2 Comments

หนุ่มบ้านนอก

farmer_hoe_garden_haหนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย

เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

จึงจับรถมากรุงเทพ
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า
“… ขอโทษครับพี่
ผม…คือว่า…
ผม…อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ… ”
เจ้าหน้าที่ ที่นั่งรับสมัครอยู่นั้น
เปลี่ยนสีหน้าทันที
“… อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ ”
หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ
“… ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ ”
“ งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. .. ”
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย
“… เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ
กลับไปเถอะ ”


หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างหงอยเหงา
และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในกรุงเทพ
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย
จับรถ ซมซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน
จึงนึกขึ้นได้ว่า
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว
ด้วยความเจ็บใจ
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น

และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .
อาจเป็นบุญในปางบรรพ์
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น
ออกผลอย่างงดงาม
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .

หลายสิบปีต่อมา
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน
บัดนี้
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น
ก็กลายเป็นชายชรา
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด
และภูมิภาคนั้น

อยู่มาปีหนึ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล
และชำระบัญชีเรียบร้อย
โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว

พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก
เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว
เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา
“ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ ”
พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ
“ พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุงทีเถิด
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก… ”
ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ
“… เอ่อ…ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ…
… เอ่อ…ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ
คือ…พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้
แต่… ” ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ
และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมา
ด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง
“… แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออก
และเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ…. ”
“… พ่อหนุ่ม ” พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี
“… ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ… ”
แกถอนหายใจยาว
ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า

“… ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ…"

Posted by on December 29th, 2011 2 Comments

วิถี ซุนโงคู

วันนี้ขอหยิบบทความดีๆ จากบร๊ะเจ้าโจ๊ก โซคูล มาให้อ่านกันครับ ผมชอบพระเจ้าตรงที่พระเจ้าจะมีมุมมองแปลกๆ เสมอ บทความนี้บร๊ะเจ้าโจ๊กได้นำ “วิถีซุนโงคู” มาเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันเขียนไว้ใน Facebook เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2011

วิถี ซุนโงคู
ผมเคยเห็นคนจำนวนมากเอาเรื่องราวต่างๆมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสามก๊ก ที่นักธุรกิจนักการเมืองชอบเอาวิถีทางมาเป็นแบบอย่างเพื่อฮ่ำหั่นกัน เพราะชีวิตคนเราบางทีมันเครียด ต้องมีฮีโร่ ต้องมีแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ว่ามีคนเขาลำบากกว่าแต่ผ่านไปได้ มีคนเค้าเจอเรื่องยากกว่าแต่ผ่านไปได้ ลำพังตัวเองอาจมีขวัญและกำลังใจไม่พอ

ถ้าถามตัวผมเอง ว่าผมยืนอยู่ทุกวันนี้ได้อย่างไร ฮีโร่ ของผม ไม่ใช่ ขงเบ้ง ไม่ใช่เล่าปี่  ไม่ได้มาจากหนังสือชีวิตเล่มใด แต่เขาคนนั้นคือ…

ซุนโงคู!!

เจ็ดข้อคร่าวๆ กับวิถีซุน โงคูคือ

  1. ไม่ผิดที่ไม่เหมือนใคร
    ในช่วงเวลาอันโดนเดี่ยวไร้คนเข้าใจ ผมแอบให้กำลังใจตัวเองเสมอ ตั้งแต่เด็กที่ไม่ว่าจะเข้าโรงเรียนไหนก็เป็นแกะดำ  อ่อนแอ เรียนโง่ ทำตัวไม่เหมือนคนปรกติทั่วๆไป จนเพื่อนต่างมองว่าเป็นตัวประหลาด ผมไม่เคยท้อแท้ และคิดเสมอว่าตัวเองถูกส่งมาจากดาวไซย่า มาจากชนเผ่านักรบที่ยิ่งใหญ่ แต่สมองกระทบกระเทือนเช่นเดียวกับซุนโงคู ตัวเราเองจึงลืมบางสิ่งบางอย่างไป แต่เราต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่แน่ๆ  ดังนั้นหากเพื่อนๆรู้สึกเข้ากับใครไม่ได้ หรือรู้สึกมีปมด้อยจงคิดซะว่า เรามาจากดาวไซย่าที่ยิ่งใหญ่ เราจึงไม่เหมือนใคร และอย่าสงใสถ้าตามหาคนที่เหมือนเราไม่เจอ เพราะดาวไซย่า แตกไปแล้ว!
  2. ปีศาจที่แอบแฝง
    และเมื่อใดที่เราทำผิดพลั้งโดยไม่ตั้งใจจงอย่าโทษตัวเองและหาทางออกซะ เพราะชาวไซย่านั้นมีปีศาจลิงยักแฝงอยู่ในร่างทุกคน

    เมื่อ ใดที่เห็นพระจันทร์เต็มดวงเราจะกลายร่างและทำลายทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่เห็นสิ่งที่อยากได้เมื่อไรก็จะแยกแยะผิดถูกชั่วดี ไม่ได้ จนทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป
    พอมารู้ตัวอีกทีเราอาจสูญเสียสิ่งสำคัญไปแล้วก็ได้ จากปีศาจชั่วที่ตื่นขึ้นมาในยามที่เราอีกคนกำลังหลับไหล
    ตำราดราก้อนบอลของ อ.โทริยาม่า อากิร่า ได้สอนพวกเราไว้แล้วว่า วิธีทำลายปีศาจนั้นหาใช่การทำลายดวงจันทร์ไม่ แต่คือการตัดหางลิงของเราออก ฆ่าตัดตอน ทำลายปีศาจที่อยู่ในตัวของเราเอง เมื่อตัวเราไร้ซึ่งปีศาจร้าย ต่อให้จันทร์สาดแสงแรงเพียงใด คงมิอาจทำให้เราขาดสติลงเป็นแน่แท้

  3. เปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู
    ซุนโงคูไม่เคยจองเวร นี่คือตัวอย่างจากดราก้อนบอลอย่างนึงซึ่งน่าเอามาใช้ในชีวิตจริงที่สุด นั่นคือ ต่อให้พบกับศัตรูที่ชั่วร้ายแค่ไหน โงคู จะไม่เคยจองเวร ยิ่งเก่งแค่ไหนก็ยิ่งขวนขวายเอาชนะ แต่ไม่มีจิตใจที่คิดอาฆาต หรืออยากฆ่าให้ตาย ถ้าเราสังเกตุให้ดีโงคูเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรูมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น ยามูชา พิคโกโร่ เบจิต้า หรือไม่เว้นกระทั่ง จอมมารบู เหมือนกับชีวิตจริง แม้คนรอบข้างจะร้ายกาจแค่ไหน แม้นถ้าเป็นคนอื่นอาจไม่ให้อภัย แต่หากเราทำได้อย่างซุนโงคู เราจะมีแต่มิตร และ ศัตรูที่เปลี่ยนมาเป็นมิตร  ในขณะที่คนทั่วไปมีทั้งมิตรและศัตรู และจงอย่าลืมว่าเมื่อใดเราได้ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดมาเป็นมิตร ความร้ายกาจนั้นอาจช่วยปกป้องเราในยามคับขันได้เช่นกัน
  4. ยิ่งล้มยิ่งเก่ง
    อย่ากลัวที่จะต้องเจอกับมรสุมในชีวิต เหมือนกับชาวไซย่าที่หากเจ็บปวดปางตายแล้วสามารถรอดชีวิตมาได้ จะมีพลังเก่งกาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่คล้ายคลึงชีวิตจริง ที่คนเราเวลาเจ็บช้ำอาจร้องไห้อย่างแสนปวดร้าว แต่หากเจออย่างเดิมซ้ำๆ ก็จะชินชาทนทาน จนต่อสู้กับมันดั่งเป็นเรื่องเล็กน้อย รู้วิธีที่จะต่อสู้กับศัตรูทีี่เคยทำให้เราพลาดท่า และหากครั้งนี้เจ็บกว่าเดิมแล้วเรายังผ่านไปได้ล่ะก็ เราก็จะเก่งทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ จนอาจไม่มีศัตรูที่สมน้ำสมเนื้ออีกเลยก็ได้ หรือที่ชาวโลกชอบพูดกันว่า ผ่านมาเย้ออออ เจ็บมาเย้ออออ
  5. ซุปเปอร์ไซย่า
    การจะเป็นซุปเปอร์ไซย่านั้น ต้องระเบิดพลังออกมาถึงขีดสุด แต่มีสติควบคุมได้
    สาเหตุที่เบจิต้าได้เป็นซุปเปอร์ไซย่าทีหลังโงคู นั่นเพราะว่าเบจิต้ามีแต่ความโกรธ และพลังทำลายล้าง แต่ขาดซึ่งสมาธิและความสุขุมเยือกเย็น เพราะซุปเปอร์ไซย่าต้องระเบิดพลังออกมาถึงขีดสุดแต่สามารถมีความนิ่งอย่าง สูงสุดในเวลาเดียวกัน
    ชาวไซย่าจึงจะเป็นสุดยอดนักรบ ในตำนานได้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ใช้ได้กับหลายๆเรื่องราวในชีวิตคน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักกีฬา หรือแม้กระทั่งคนทุกคน จำไว้เลยว่า
    สุดยอดนักรบต้องระเบิดพลังออกมาพร้อมกับการควบคุมสติสมาธิและมีความสงบนิ่ง แต่หากเราคิดว่าเราเก่งและระเบิดพลังออกมาด้วยความอยากเอาชนะ ความอิจฉาริษยา ความอยากได้อยากมี ความโลภ หรือความโกรธนั้น แม้แต่ตัวเราเองเราก็ยังชนะไม่ได้
  6. กินเลอะ
    หากใครมองว่าเรากินมูมมามจงอย่าได้แคร์ เพราะซุนโงคูกินเลอะกว่า  (เริ่มทุเรศและ)
  7. การขอพรที่ไม่มีสิ้นสุด
    ถึงแม้เราจะไขว่าคว้าดราก้อนบอลทั้งเจ็ดลูกมาสักกี่ครั้ง มันก็พุ่งขึ้นฟ้าและกระจัดกระจายหายไปเสมอ
    นี่เป็นเรื่องเดียวกับกฏไตรลักษณ์ของศาสนาพุทธคือมีเกิด มีอยู่ และดับไป สิ่งใดก็ตามในชีวิตที่เราไขว่คว้ามาด้วยความยากลำบาก มันไม่มีวันอยู่ตลอดไป พอเราขอพรไปหนึ่งข้อ วันต่อมาก็มีข้อใหม่ที่อยากขอ แล้วเราก็ตามหามันไม่มีที่สิ้นสุด
    ไม่ว่าจะอาชีพการงาน หรือทุกสิ่งที่มีการแข่งขัน บอกไว้ตรงนี้เลย ว่าใครมีความสุขกับการแข่งขันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ละก็บั้นปลายชีวิตจะหาความสุขไม่เจอ ไม่ต่างจากคนแก่ๆที่พยายามดิ้นรนเพื่อทรัพย์สมบัติ แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้มันเลย
    เปรียบกับชาวสวนที่ปลูกผักไปวันๆ ยังมีความสุขกับชีวิตมากกว่า
    ดังนั้นผู้ที่เคยไล่ล่าฝัน ไล่ล่าดราก้อนบอลทั้งเจ็ดลูก ไม่ว่าใครจะเคยได้มาครบแล้วครั้งนึง หรือใครที่ได้ยังไม่ครบ จงมีความทรงจำดีๆกับการล่าฝัน แต่อย่าจมอยู่กับฝันจนไม่มีชีวิตจริง  เพราะต่อให้เราเก่งกาจหรือปกป้องโลกไว้กี่ครั้ง คนที่มีความสุขที่สุดก็คือชาวโลกธรรมดาทั่วๆไปนั่นเอง

Joke So Coolและนี่ก็เป็นแบบย่อๆนะครับที่ผมเรียบเรียงวิถีซุนโงคูมาให้อ่านกันแบบคร่าวๆ การเป็นนักรบที่เก่งกาจนั้น หากประกอบไปด้วยความ สุขมเยือกเย็น เป็นคนดีมีน้ำใจ พูดจาตรงไปตรงมาไม่ใส่หน้ากาก ยามรบรบขาดใจ ยามจบสงครามไม่ผูกใจแค้น คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความสุขในการได้ช่วยเหลือผู้อื่น ร้อนแรงที่สุดและเยือกเย็นที่สุดในเวลาเดียวกัน นั่นแหละคือซุปเปอร์ไซย่าอย่างแท้จริง หวังว่าเรื่องนี้จะช่วยให้คนที่ต้องต่อสู้กับชีวิตอันเหนื่อยยาก มีพลังจากดาวไซย่ากลับติดตัวไปบ้างนะครับ ส่วนใครที่มีปัญหาชีวิตอะไร ที่อยากได้ทางออกในรูปแบบ วิถี ซุนโงคู ถามกันมาเยอะๆนะครับ จะรวบรวมให้ในตอนถัดไปครับ

และข้อสุดท้าย ซุนโงคู ของแท้ต้องกลัวเมียนะครับ ต่อให้เราเก่งมาจากไหน ล้มศัตรูที่ยิ่งใหญ่คับจักรวาล แต่ยอมอ่อนข้อให้เกียรติแม่ของลูก เจริญทุกคนครับ

(more…)

Posted by on September 10th, 2011 1 Comment